การบรรลุธรรมของเจ้าชายสิทธัตถะ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2530 ฉบับที่ 2 หน้า 24
หน้าที่ 24 / 136

สรุปเนื้อหา

การท่าสมาธิภายในนั้นทำได้ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า หยุดยั้งอยู่ในอารมณ์ของ ฌานต่าง 7 ได้นานกว่า ความสว่าง ที่เกิดขึ้นภายในก็มากกว่า ใจก็ละเอียด ประณีตกว่า ได้รับความสุขมากกว่า และที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์ทรงเริ่ม เห็นทางสายกลางที่อยู่ตรงศูนย์กลาง ดวงธรรมได้บ้างแล้ว หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรง ฝึกสมาธิได้ชำนิชำนาญแล้ว ประกอบ กับพระวรกายของพระองค์ก็ทรงแข็งแรง ปกติขึ้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัย อย่างเด็ดเดี่ยวว่า บัดนี้สมควรแก่เวลา แล้วที่จะต้องค้นหาธรรมแท้ ๆ ให้พบ ให้ได้ โดยทรงวางชีวิตของพระองค์เอง เป็นเดิมพัน ด้วยการอธิษฐานความเพียร ว่า “แม้เลือดและเนื้อในกายจัก แห้งเหือดเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ตราบใดที่เรายังไม่บรรลุ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้รู้เห็น ธรรมอันยิ่งแล้ว จักไม่ยอมลุกจาก บัลลังก

หัวข้อประเด็น

- การบรรลุธรรมของเจ้าชายสิทธัตถะ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

การท่าสมาธิภายในนั้นทำได้ง่ายกว่า รวดเร็วกว่า หยุดยั้งอยู่ในอารมณ์ของ ฌานต่าง 7 ได้นานกว่า ความสว่าง ที่เกิดขึ้นภายในก็มากกว่า ใจก็ละเอียด ประณีตกว่า ได้รับความสุขมากกว่า และที่สำคัญที่สุดคือ พระองค์ทรงเริ่ม เห็นทางสายกลางที่อยู่ตรงศูนย์กลาง ดวงธรรมได้บ้างแล้ว หลังจากที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรง ฝึกสมาธิได้ชำนิชำนาญแล้ว ประกอบ กับพระวรกายของพระองค์ก็ทรงแข็งแรง ปกติขึ้น พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัย อย่างเด็ดเดี่ยวว่า บัดนี้สมควรแก่เวลา แล้วที่จะต้องค้นหาธรรมแท้ ๆ ให้พบ ให้ได้ โดยทรงวางชีวิตของพระองค์เอง เป็นเดิมพัน ด้วยการอธิษฐานความเพียร ว่า “แม้เลือดและเนื้อในกายจัก แห้งเหือดเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ตราบใดที่เรายังไม่บรรลุ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้รู้เห็น ธรรมอันยิ่งแล้ว จักไม่ยอมลุกจาก บัลลังก์นี้เป็นอันขาด จักนั่งอบรม กาย วาจา ใจให้ละเอียดถึงที่สุด ให้ได้ เมื่อทรงอธิษฐานความเพียรด้วย การสละชีวิตเป็นเดิมพันดังนี้แล้ว พระ องค์ก็ทรงนั่งสมาธิปรารภความเพียร รุดหน้าไปด้วยพระทัยเด็ดเดี่ยว พระ องค์ทรงเพ่งใจให้หยุดสนิทติดนิ่ง เข้าไปตรงศูนย์กลางกาย จนกระทั่ง บรรลุฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๒ ฌานที่ ๔ ฌานที่ ๔ ฌานที่ 5 ฌาน ที่ ๗ และญวนที่ 6 ไปตามลำดับ ครั้น ใจหยุดได้ถูกส่วนแล้ว ก็ทรงบรรลุถึง ธรรมกาย ซึ่งเป็นกายสำหรับใช้พิจาร ย ณาธรรมโดยเฉพาะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงเพ่งใจ หยุดได้ถูกส่วนจนกระทั่งเห็น ธรรมกาย แล้ว พระองค์ก็ทรงอาศัย ตาธรรมกาย นี้มองย้อนระลึกชาติในอดีต ทำให้ สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงได้ว่า พระองค์เคยเกิดในที่ใด มีชื่อ มีโคตร มีวรรณะ มีอาหารเช่นใด เสวยสุขและ ทุกข์เช่นใด มีอายุสิ้นสุดลงเท่าใด ครั้น ตายจากชาตินั้น แล้วมาเกิดในชาติ ต่อ ๆ มาจนถึงชาตินี้ได้อย่างไร พระ ๆ องค์ทรงระลึกรู้เห็นชาติในอดีตด้วย พระองค์เองโดยธรรมกายด้วยพระอา การดังกล่าวแล้วนี้ ตั้งแต่ยามต้นแห่ง ราตรีวิสาขปุรณมี นี้นับเป็นวิชชาที่ ๑ เรียกว่า บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยามที่สอง เจ้าชายสิทธัตถะยิ่ง ทรงทำใจให้หยุดสนิทยิ่งขึ้น ทรงเข้า ถึงธรรมกายที่เป็นพระโสดา พระสก ทาคา และพระอนาคามีตามลำดับ ท่า ให้ทรงสามารถรู้เห็นการเวียนว่ายตาย เกิดของสัตว์ทั้งหลายว่ามาจากที่ไหน ตายแล้วจะต้องไปไหน สัตว์เหล่าใด ประกอบกรรมชั่ว สัตว์เหล่านั้นครั้นตาย แล้วย่อมไปเกิดเป็นสัตว์พวกโน้น ตาย จากสัตว์พวกโน้นย่อมไปเกิดเป็นสัตว์ พวกโน้น ๆ อีก ส่วนสัตว์เหล่าใดประ กอบแต่กรรมดี ด้วยอำนาจแห่งความดี นั้นสัตว์เหล่านั้น ครั้นตายแล้วย่อมไปเกิด เป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็น รูปพรหมบ้างและเป็นอรูปพรหมบ้าง พระองค์ทรงรู้เห็นการเกิดการตายของ สรรพสัตว์โดยไม่มีอะไรต้องเคลือบแคลง สงสัยเลย อาการที่พระองค์ทรงรู้เห็น การ เกิด การตายของสรรพสัตว์ชัดเจน เหมือนกับขณะที่พระองค์ทรงยืนบนฝั่ง แม่น้ำที่มีน้ำใสสะอาดแล้วทรงเห็นปลา ว่ายน้ำไปมา ว่ายผุดจากตรงนี้ค่าน้ำไป เห็นตัวปลาว่ายเรื่อยไป ไปผุดขึ้นที่ตรง โน้น ดำจากที่โน่นไปผุดขึ้นที่โน้น ๆ อีก และทรงรู้ด้วยว่าทำไมปลาจึงต้องทำ ดังนั้น พระองค์ทรงรู้เห็นการเกิดการ ตายของสัตวโลกด้วยพระองค์เองโดย ธรรมกาย มีพระอาการดังกล่าวนี้ ใน ยามที่สองแห่งราตรี วิสาขปุรณมี นี้ เป็นวิชชาที่ ๒ เรียกว่า จุตูปปาตญาณ ในปัจฉิมยาม พระองค์ทรงเพ่งใจ ให้หยุดได้สนิทถึงที่สุด ใจของพระองค์ ก็ทรงละเอียดถึงที่สุดเช่นกัน กิเลสใด ๆ ทั้งที่หยาบและที่ละเอียดจึงไม่สามารถ ย้อมเกาะ หรือรึงรัดใจพระองค์ได้อีก ต่อไปแล้ว อุปมาเสมือนกับน้ำหมึกที่ ไม่สามารถย้อมทาอากาศให้ติดได้ จะ นั้น พระองค์ก็ทรงบรรลุธรรมกายพระ อรหัต ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้า ตัดกิเลสได้เด็ดขาดเป็น สมุจเฉทปทานเข้าถึงวิชชาแท้ ๆ พระ องค์ทรงรู้เห็นตลอดว่าสุขจริง สบายจริง ต้องตามพระประสงค์ทุกสิ่งที่ทรงดั้นด้น แสวงหามาตลอด ๖ พรรษานับแต่เริ่ม บรรพชา มีพระอาการดังกล่าวแล้วนี้ ในยามที่สามแห่งราตรีวิสาขปุรณมี นี้ เป็นวิชชาที่ ๓ เรียกว่า อาสวักขยญาณ ต่อไปนี้จักได้บรรยายขยาย ความถึงวิธีปฏิบัติให้ “รู้เห็น ธรรมโดยละเอียดพิสดาร ไปตาม ล่าดับ " อ่านต่อฉบับหน้า ในบาลีแบ่งกลางคืนเป็น ๓ ยาม ยามหนึ่ง มี ๔ ชั่วโมง เรียกว่า ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม : ปฐมยาม เริ่มตั้งแต่ย่ำค่ำ หรือ ๑๓.๐๐ น. ถึง ๔ ทุ่ม หรือ ๒๒.๐๐ น.
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More