ข้อความต้นฉบับในหน้า
เปลวเพียงริบหรี่ บ้างก็ดับไป
แล้วด้วยแรงลม ต้องคอยจุด
ใหม่ ส่วนดวงประทีปซึ่งอยู่
ในที่อับลม เปลวไฟจะลุกโชติ
ช่วงสม่ำเสมอ สว่างไสว พระ
อุบลวรรณาเถรีได้พิจารณา
ใคร่ครวญและกำหนดเอาเปลว
เรื่องราวของพุทธมหาสาวิกา
พระอุบลวรรณาเถรี แห่ง
สมัยพุทธกาล
ดวงประทีปนำใจสู่
นิพพาน
พระอุบลวรรณาเถรี
เป็นมหาสาวิกาที่ได้รับการ
ยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า
เป็น เอตทัคคะทางอิทธิวิธี
เสมอด้วยพระมหาโมคคัลลาน์
เถระพุทธอัครสาวกเบื้องซ้าย
พระอุบลวรรณาเถรีจึงได้รับ
การขนานนามเป็นอัครมหา
สาวิกาเบื้องซ้ายของพระบรม
ศาสดา ผู้เป็นเลิศในทาง
แสดงอิทธิฤทธิ์ ดังเช่นครั้ง
หนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้โปรดให้มีพระบรมพุทธานุ
ญาตให้นางแสดงฤทธิ์ เพื่อขจัด
ความลังเลสงสัยของพุทธบริษัท
ทั้งหลาย พระอุบลวรรณา
เถรีได้เข้าสมาบัติอธิษฐาน
จิตสำแดงฤทธิ์แห่งอภิญญา
เหยียดมือออกไปวัดน้ำใน
มหาสมุทรทั้งสี่ มาใส่ฝ่ามือ
อีกข้างหนึ่ง ประหนึ่งอาการ
เด็กเล่นน้ำในฝ่ามือ ฉะนั้น
พระอัครสาวิกาฝ่าย
ซ้ายอุบัติที่เมืองสาวัตถี เป็น
ธิดานายธนาคาร ที่ได้นามว่า
“อุบลวรรณา” ก็เพราะ “มีผิว
งามดุจสีของใจกลางดอกบัว
ขาบ” เมื่ออายุได้วัยรุ่น ทั้ง
พระราชาและสามัญชน ต่าง
แต่งทูตมาขอนางไปเป็นภรรยา
บิดาของนางได้แต่อึดอัดขัดใจ
ไม่สามารถตัดสินยกนางให้
ใครได้ ด้วยเกรงจะเป็นที่ขัดใจ
ผู้ที่ผิดหวัง จึงเสนอให้นาง
สละโลกียสุข เพราะได้สังเกต
เห็นอุปนิสัยของนางในทาง
ธรรมมานานแล้ว และนางก็
ยินดีขออุปสมบทเป็นภิกษุณี
ในครั้งหนึ่ง ถึงกำหนด
ที่พระอุบลวรรณาเถรีจะต้อง
ทำกิจวัตรในพระอุโบสถ คือ
ปัดกวาดเสนาสนะ และตาม
ดวงประทีปในเวลาค่ำคืน
ขณะตามดวงประทีปและปัด
กวาดอุโบสถอยู่ ได้สังเกตเห็น
เปลวประทีปต้องลมที่พัดผ่าน
มาบังเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ
กัน บ้างก็ลุกโพลง บ้างก็เหลือ
ประทีปนั้นมาพินิจด้วยจิตอัน
สงบ จึงเริ่มเห็นถึงสัจจะของ
ชีวิตสัตว์ทั้งหลายในห้วงวัฏ
สงสาร ช่างละม้ายคล้ายคลึง
กับอาการของดวงประทีปที่
ลุกโพลงอยู่ด้วยอำนาจของไส้
และน้ำมันในขณะนี้ ซึ่งชีวิต
ของสัตว์เหล่านี้ต่างอาศัยธาตุ
ทั้งสี่ และข้าวน้ำคอยหล่อเลี้ยง
ชีวิตให้ดำรงอยู่ แถมยังถูก
กรรมนำให้ประสบเหตุการณ์
ต่าง ๆ ให้เป็นสุขบ้าง ให้เป็น
ทุกข์บ้าง ให้เจริญขึ้นบ้าง ให้
เสื่อมลงบ้าง เหมือนประทีป
ต้องลมฉะนั้น บางครั้งแม้ไส้
น้ำมันจะยังบริบูรณ์อยู่ แต่
ต้องลมกระโชกแรง ก็พลันดับ
วูบลง เหมือนชีวิตสัตว์ แม้จะ
มีร่างกายสมบูรณ์ด้วยอาหาร
ก็ต้องพลันแตกดับด้วยอุปัทว
เหตุอย่างน่าสลดใจก็มี ทั้ง
ไม่สามารถจะกำหนดรู้ได้ว่า
จะสุข จะทุกข์ จะเจริญ จะ
เสื่อมน้อยหรือมากอย่างไร
และชีวิตจะดับลงเมื่อไร ด้วย
อาการอย่างไร เมื่อไร รู้ไม่ได้
ทั้งนั้น เหมือนดวงประทีปที่
ประจักษ์แก่นัยน์ตาอยู่เช่นนี้
สัตว์ทั้งหลายเป็นทุกข์เดือด-
ร้อนด้วยการป้องกันรักษา
81
Kalyanamitra.org