ข้อความต้นฉบับในหน้า
และพระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อัน
โดดเด่นเป็นพิเศษที่ไม่มีชนชาติใดเสมอเหมือน
ทำให้ชาติไทยสามารถรักษาเอกราช ดำรง
ความเป็นไท ผู้มีอิสระเสรีภาพมาได้ตราบจน
ทุกวันนี้
เมื่อคนไทยต้องมารบราฆ่าฟันกันเอง
เพราะความคิดเห็นในเรื่องลัทธิการปกครอง
ต่างกัน นำความวิตกกังวลมาสู่ทุกฝ่าย ทั้งรัฐ
บาลและเอกชนต่างระดมความคิดเพื่อจะแก้
ปัญหาความขัดแย้ง นำความสงบมาสู่ผืนแผ่น
ดินโดยเร็วที่สุด
และหนึ่งในความคิดสร้างสรรค์ เพื่อ
สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ เพื่อ
ความสงบสุขของส่วนรวมนั้น พล.ต.ต.สมควร
หริกุล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวย
การศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน ก็ได้
มีบทบาทสำคัญบุคคลหนึ่ง เป็นผู้มีแนวความคิด
ริเริ่มก่อกำเนิด “ลูกเสือชาวบ้าน” ขึ้นมา ท่าน
ได้กรุณาเล่าถึงความเป็นมาว่า
“ผมทำงานอยู่ในภาคอีสานมาตั้งแต่
ปี ๒๕๐๓ ได้ประสบพบกับปัญหาต่าง ๆ
มากมายเพราะตัวผมเองได้ทำงานอยู่ในชนบท
ที่ห่างไกลตลอดเวลา เพิ่งมานั่งทำงานในเมือง
อะไรขึ้น ท่านสามารถช่วยได้”
เมื่อพวกตำรวจตระเวนชายแดนถูกล้อม
และขาดแคลนอาหาร ขาดน้ำ ถึงสิบเจ็ดวัน
ต้องขนน้ำแข็งเป็นก้อน ๆ ทางเครื่องบิน ให้เขา
ดูดน้ำแข็งกินกันตาย ในที่สุดเราก็กู้สถาน
การณ์ยึดพื้นที่คืนมาได้โดยกองทัพภาคที่ ๒
ร่วมกับทหารพลร่ม ในระหว่างนั้น พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมตำรวจทหาร
และชาวบ้านที่บ้านหล่มเก่า หล่มสัก
สำหรับผม เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด
คือ ผมได้นั่งเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่บรรทุกศพ
ตำรวจทหารมาด้วย ที่นั่งก็เต็มไม่มีที่นั่ง ผม
ต้องนั่งบนศพมา เกิดความรู้สึกเวทนามาก
ความรู้สึกหลายอย่างรุมประดังเข้ามา ส่งศพ
เสร็จแล้วผมนอนไม่หลับตลอดคืน เลยลุกขึ้นมา
เขียนหนังสือได้ประมาณ 6 หน้า พอวันรุ่ง
ขึ้น เสนาธิการทหารบกสมัยนั้น (พลเอกสุรกิจ
มัยลาภ) ขึ้นมาเยี่ยม ผมก็เลยยื่นหนังสือนั้น
ให้ ผมมีความคิดว่า บ้านเมืองของไทยตอน
นั้นไม่แตกต่างจากสมัยเราเสียกรุงศรีอยุธยา
ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เราเสียกรุงนั้น มีอยู่ ๓
ประการคือ
๑. คนไทยไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย
ชื่อแปของบ้านเมือง
ชอบ
๒. ใครอยากทำอะไรก็ทำตามใจ
๓.
หารกันเอง
คนไทยจับอาวุธมาประหัตประ
เมื่อมาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจตระเวน
ชายแดน ผมมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นใน
หัวใจตลอดมา บ้านเมืองของเราโดยเฉพาะใน
ปี ๒๕๐๘ ได้เกิดเสียงปืนแตกขึ้นมา ทหาร
ตำรวจบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก ปัญหาพรม
แดนไทย-ลาวก็มีการแทรกซึมข้ามแดนของ
ผกค. เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญของการสู้รบ
ที่ภูขี้เถ้า และบริเวณภูหินร่องกล้า ทำให้โรง
เรียนตำรวจตระเวนชายแดนเองก็ถูกคุก ชาชนที่เคยคุยกันได้ ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหา
คาม ผมจะขึ้นไปก็ไม่ได้ เพราะไม่มีเส้นทาง
อะไรเลย นอกจากใช้เฮลิคอปเตอร์ ต่อมาได้ข่าว
ว่า โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนถูกยึด
ผมรู้สึกไม่สบายใจ ตอนแรกผมคิดจะขึ้นไป
เอง แต่ผลสุดท้าย พ.ต.อ.กฤษณ์ สังขะทรัพย์
อาสาขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่า
“ถ้าท่านขึ้นไป มีอะไรเกิดขึ้นผม
ช่วยท่านไม่ได้ แต่ถ้าผมขึ้นไป ถ้าเกิด
เพราะฉะนั้น ถ้าเมืองไทยมีสภาพเช่นนี้
อีกต่อไป เมืองไทยคงเสียทีแน่ ๆ เพราะเรื่อง
ของลัทธิการเมือง ทำให้ข้าราชการกับประ
กัน คนที่รักกัน กลายเป็นทำหน้าบึ้งตึงเข้าหา
กัน จ้องมองกันในสภาพที่เป็นศัตรู เกิดความ
ขัดแย้งกัน จับอาวุธมาประหัตประหารกัน
สืบเนื่องจากการปลุกระดมโฆษณาชวนเชื่อ
ทำให้คนที่เคยรักกัน กลับมาเกลียดกันได้ใน
เวลาไม่นานนัก ผมมานึกคิดว่าทำอย่างไรถึง
ไม่ให้แผ่นดินไทยเป็นสนามรบ ทำอย่างไรไม่
ให้คนไทยจับอาวุธประหารกัน เพราะว่าข้าว
ทุกเม็ด เงินทุกบาททุกสตางค์ กระสุนทุกนัด
ปืนทุกกระบอก อยู่ในมือคนไทย เมื่อนำมาต่อ
สู้กัน ความหายนะก็ตกอยู่ในแผ่นดินไทย แต่
ชัยชนะไปอยู่ประเทศอื่น ทำอย่างไรจะให้ปัญหา
เหล่านี้หมดไป ทำอย่างไรจะให้คนไทยได้
รำลึกถึงมรดกที่บรรพบุรุษไทยให้ไว้และก็
ได้คงอยู่อย่างสงบสุขตลอดไป....”
เมื่อความสำนึกในหน้าที่ของคนไทยต่อ
แผ่นดินมาตุภูมิเปี่ยมล้นหัวใจของ พล.ต.ต.
สมควร หริกุล ท่านก็พยายามหาวิธีการปลูก
ฝังความสำนึกให้คนไทยเกิดความรักความ
สามัคคีกันในที่สุด
“ในฐานะที่ผมเคยเป็นลูกเสือมาก่อน
ผมก็เลยคิดว่าวิธีการของลูกเสือนี่ อาจจะช่วย
ให้คนไทยเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันได้ เพราะ
หลังจากที่ได้ศึกษาดูในเชิงประวัติศาสตร์ของ
บ้านเมืองแล้ว ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ความ
สามัคคีนั้นเป็นยอดปรารถนา ยามเรา
มีความสามัคคีกัน เรามีแผ่นดินอาณา
จักรกว้างใหญ่ไพศาล ยามใดเราแตก
ความสามัคคี เราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง....
ผมเลยลองนำชาวบ้านมาประมาณ
๑๒๐ คน จากทุกหมู่บ้าน จากสามสี่ตำบล ๆ
ละ ๓๐ คน มาทำการฝึก เพื่อให้เขาเหล่า
นี้กลับไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องของเขาเอง
ขณะที่ทำการฝึกไปสองจังหวัดแรก ชาวบ้าน
เหล่านั้นสไตรค์หมดเลย เขาเรียกร้องทั้งเงินทั้ง
เครื่องแบบ เบี้ยเลี้ยงและอาหาร เครื่องมือ
เครื่องใช้ในการประกอบอาชีพ ผมต้องพูดคุย
กับเขาตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสามทุ่ม ในที่สุดผม
ต้องพูดให้เขาได้สำนึกว่าคนเราต้องมีความรับ
ผิดชอบ โดยผมยกตัวอย่างว่า อย่างกรุยถนน
ให้เป็นทางเข้าหมู่บ้านนี้ต้องใช้งบประมาณ
ห้าแสนบาทต่อหนึ่งกิโลเมตร สร้างโรงเรียน
หนึ่งหลัง ก็ประมาณแสนห้าหมื่นบาท แล้วเงิน
เดือนครูคนหนึ่งก็ตกราว ๒,๐๐๐ บาท ก็เป็น
เงินมาจากงบประมาณที่เรียกเก็บภาษีเอาจาก
ประชาชนทั่วประเทศ แต่พวกเรา (หมายถึง
ชาวบ้าน) ใน ๑๒๐ คนนี้ รวมกันยังเสียภาษี
ให้รัฐไม่ถึง ๑๕๐ บาทเลย เพราะเวลาผมถาม
เมษายน ๒๔๓๑
Kalyanamitra.org
ดี