ข้อความต้นฉบับในหน้า
จํานวนคนที่มานั่งล้อมวงฟังอาตมาในครั้งนี้
เกือบร้อยคนในวัยต่าง ๆ กัน ตั้งแต่เด็กอายุ
สิบขวบเรื่อยไปจนถึงผู้สูงอายุ อายุราวเจ็ดสิบปี
ผู้สูงอายุนั่งอยู่บนเก้าอี้อยู่แถวหลัง เด็กที่อายุ
น้อยที่สุดนั่งอยู่ข้างหน้า เป็นภาพที่ค่อนข้าง
แปลกตา ที่เห็นฝรั่งผิวขาว ผมสีทองบ้าง
ค่าบ้าง น้ำตาลบ้าง แต่งตัวแบบคนจีนเป็นหมู่
ใหญ่ขนาดนี้
สมัยเด็ก ๆ นั้น โยมพ่อเคยเล่าเรื่องของ
โยมทวดให้ฟังว่า เป็นอดีตนักมวยจีน ซึ่ง
อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยที่
จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างตัวเองตั้งแต่
เสื่อผืนหมอนใบ จนเป็นเจ้าสัวใหญ่เจ้าของ
เหมืองแร่ดีบุก เคยมีเรื่องเล่าว่า โยมทวด
สมัยที่อายุมากแล้วถูกโจรปล้น แต่ได้ใช้วิชา
มวยจีนและคานหาบของตนสู้กับโจรจนปราบ
โจรได้หมด ก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะใช้ประวัติ
ของครอบครัวสร้างเครดิตในการพูดครั้งนี้
พอเจ้าสำนักกล่าวแนะนำเสร็จ อาตมา
ก็เริ่มบรรยายตามวิธีที่ตนถนัด เริ่มต้นด้วยการ
แนะนำบรรพบุรุษ แล้วดึงเข้าสู่การฝึกสมาธิ
แล้วจบลงด้วยการแผ่เมตตา โดยมีกัสสปะแปล
เป็นภาษาโปรตุเกส
การฝึกมวยจีนแบบไทชัชวนนั้น มีการ
รวมกำลังไว้ที่กลางลำตัว และเคลื่อนไหว
ร่างกายไปพร้อม ๆ กับการหายใจเข้าออก
เป็นการประสานกันระหว่างการทํางานของ
จิตที่เป็นสมาธิกับร่างกาย หลักการปฏิบัติ
ไม่แตกต่างจากวิชชาธรรมกายเท่าใดนัก การ
หยิบยกอุทาหรณ์จึงเป็นเรื่องง่าย พร้อมกับผู้
เข้าฟังเหล่านี้ เป็นผู้ที่มีความสนใจในวัฒน
ธรรมตะวันออกอยู่แล้ว เขาจึงเปิดใจรับคำพูด
ทุกค่าได้ทันที
ผลลัพธ์ก็เป็นไปดังที่คาด หลายคน
อยากจะปฏิบัติต่อ บางรายเข้ามาพูดกับ
อาตมาภายหลังว่าอยากจะไปปฏิบัติสมาธิ
ที่เมืองไทย อยากรู้เรื่องการทำสมาธิ
มากกว่านี้ ทำอย่างไรเขาจะกำหนด
ดวงแก้วได้ตลอดเวลา ที่สุดของวิชานี้จะ
เป็นอย่างไร ฯลฯ
ก่อนจะลากลับ เจ้าสํานักก็น่าหนังสือ
ที่คนเขียนขึ้นว่าด้วยเรื่องมวยจีน จานบิน
และการฝึกสมาธิ มามอบให้อาตมาเป็นของ
ที่ระลึก เขามีความเชื่อว่าทั้งสามเรื่องนี้เชื่อม
โยงเข้ากันได้หมด และมนุษย์สามารถนำมา
สร้างประโยชน์ให้กับคนได้อย่างมากมาย
อาตมาก็รับมาด้วยความยินดี ทั้งที่ตนเองก็ยัง
สงสัยว่าทั้งหมดจะเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างไร
ชาวยุทธจักรทั้งหลายได้ออกมาส่งอาตมากับ
กัสสปะถึงที่รถ พร้อมกับโค้งอ่าลาแบบคนจีน
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเตรียมตัวกลับของอาต
มา และบังเอิญเป็นวันที่อาตมาบวชครบ ๕ ปี
พอดี (๒ เมษายน ๒๕๓๐) กัสสปะจึงจัด
รายการพิเศษสําหรับอาตมา ให้สอนลูกศิษย์
ที่เขาฝึกมาแล้วอย่างดีให้ได้ก้าวหน้ามากขึ้น
คนหนึ่งที่คิดได้แล้วว่าดีที่สุด เป็นนักจิตวิทยา
หญิงที่ได้ทุ่มเทเอาใจใส่กับการทำสมาธิอย่าง
มาก และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการ
เผยแผ่วิชชาธรรมกายในบราซิล เธอได้เข้าถึง
ธรรมกาย และขอถึงไตรสรณคมน์แบบเดียวกับ
กัสสปะ อาตมาได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “กัลยาณี”
เพื่อให้สอดคล้องกับศูนย์กัลยาณมิตรแห่ง
บราซิล ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในวันเดียวกันนี้ ใช้ชื่อ
ในภาษาอังกฤษว่า The Society of Good
Friends' โดยมีกัสสปะเป็นประธาน
เมื่อฉันเพลวันนั้น ภรรยาและลูกทุกคน
ของกัสสปะ กลับมาฉลองวันบวชครบห้าปีของ
อาตมาที่บ้าน พร้อมกับเค้กอย่างดีสั่งจากร้าน
มีชื่อในกรุงเซาเปาโล ทุกคนดีใจและมีความสุข
ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลคนละซีกโลกจากบ้านเกิด
เมืองนอน งานฉลองเล็ก ๆ นี้ทำให้อาตมารู้สึก
เหมือนอยู่ในวงศ์ญาติของตัวเอง
หลักการดำเนินงานของศูนย์ฯ และเริ่มวางทีม
คืนนั้นเป็นการประชุมครั้งแรกของคณะ
กรรมการก่อตั้งศูนย์กัลยาณมิตรแห่งบราซิล
โดยกัสสปะเป็นผู้กล่าวแถลงนโยบายและ
งานผลิตครูสอนสมาธิเบื้องต้นกับประชาชน
โดยประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะสร้าง
สันติสุขให้เกิดขึ้นกับชาวโลก
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในช่วง
ไม่กี่วันนี้ อาตมามีความเชื่อมั่นว่าวิชชา
ธรรมกายสามารถขยายตัวได้อย่างมั่นคง
ในบราซิล โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้มีการ
ศึกษาสูง อาตมาได้วางหลักการสอนไว้ให้
กัสสปะได้ดำเนินงานตาม มีกิจกรรมการ
ฝึกสมาธิหมุนเวียนกันตามบ้านของสมาชิก
และการกระจายกลุ่มจากคนหนึ่งไปสู่อีก
หลาย ๆ คน โดยถือนโยบายที่จะไม่โต้แย้ง
กับลัทธิศาสนาใด ถือเอาประสบการณ์
ภายในเป็นรากฐานสำคัญ
รุ่งเช้าอาตมาก็เก็บข้าวของ ฉันเพลเสร็จ
ก็เดินทางไปสนามบิน โดยกัสสปะได้ไปยืมรถ
ของสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่ม เป็นรถโฟล์กสวา
เก้น ใช้พลังงานแอลกอฮอล์สกัดจากน้ำอ้อย
ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในบราซิล เทคโน
โลยีนี้แม้บราซิลจะคิดขึ้นได้ด้วยความสามารถ
ของตนเอง ในช่วงที่โลกกำลังเดือดร้อนด้วย
วิกฤตการณ์น้ำมันก็ตาม แต่กลับไม่ได้แพร่
กระจายไปประเทศอื่น เพราะสาเหตุมาจากการ
บริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพ
ก่อนเข้าสนามบิน กัสสปะขับรถพาชม
มหานครเซาเปาโล และมหาวิทยาลัยเซาเปาโล
อันเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ
อาตมาต้องยอมรับว่าแผนผังของเมืองนั้นวาง
ไว้ดีมาก เป็นสัดส่วน ถึงแม้จะเป็นเมืองสมัย
ใหม่เต็มไปด้วยตึกระฟ้ามากมายก็ตาม ต้นไม้
ใหญ่และบริเวณบางส่วนที่เป็นป่าเขียวนั้นมีอยู่
ทั่วไป มากกว่าที่เห็นในกรุงเทพฯ ของเรา
มากนัก
เสร็จจากการทัศนาจรอย่างรวบรัด
ครั้งนี้แล้ว ก็บ่ายหน้าสู่สนามบิน สู่ห้องผู้
โดยสารขาออก โดยกัสสปะทำหน้าที่อุปัฏฐาก
ให้อย่างดีตลอดเวลา เขายืนคอยส่งโบกมือให้
อาตมาจนเดินลับสายตาด้วยความอาลัย ก็
เป็นการจบภารกิจชิ้นหนึ่งในการเผยแผ่ และ
กลับเข้าสู่วงจรชีวิตของนักศึกษาอ๊อกซฟอร์ด
อีกครั้งหนึ่ง
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org
เมษายน ๒๕