ข้อความต้นฉบับในหน้า
จึงมักไม่ค่อยชอบใจวิชานี้นัก เพราะข้อมูลทั้ง
หลายมักจะนำมาชั่งตวงวัดเป็นหลักเป็นฐาน
มิได้ แต่โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์
เริ่มจากการตั้งข้อสังเกต ตั้งสมมุติฐาน การ
ทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐานนั้น และรวบรวม
ข้อมูลมาวิเคราะห์วิจารณ์ ทำให้วิชานี้ได้เติบโต
ไปอย่างมากมายในสาขาต่าง ๆ เช่น จิตวิทยา
พัฒนาการ (Developmental Psychology) ศึกษา
พัฒนาการของจิตใจของมนุษย์ตั้งแต่เด็ก
สรีรจิตวิทยา (Physiological Psychology)
ศึกษาการทํางานของระบบประสาทและสมอง
ส่วนใหญ่ศึกษาในสัตว์ทดลอง จิตวิทยาสังคม
(Social Psychology) ศึกษาพฤติกรรมและ
ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์แต่ละคนในสังคม
หนึ่ง ๆ และศึกษาในลักษณะเป็นกลุ่ม จิตเวช
(Psychiatry)ศึกษาว่าทำไมคนเราจึงป่วยทาง
จิต และจะรักษาอย่างไร ฯลฯ
ในปัจจุบันจิตวิทยาสาขาต่าง ๆ เหล่านี้
แทบจะเป็นอิสระต่อกัน มีแนวทางการศึกษา
ค้นคว้าไปคนละแบบ มีทฤษฎีต่าง ๆ มากมาย
บางทฤษฎีก็มีคนนิยมกันอยู่พักหนึ่ง แล้วก็
เสื่อมความนิยมกันไป เมื่อศึกษาประวัติของ
จิตวิทยานั้น จะเห็นสุดโต่งของความคิดสอง
สาย คือ พวกพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)
ซึ่งเป็นพวกที่สนใจเฉพาะพฤติกรรมภายนอก
ของมนุษย์และสัตว์ หาข้อสรุปจากการทดลอง
ทางพฤติกรรม โดยไม่สนใจต่อความรู้สึกนึกคิด
เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และแนวที่
สองคือ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanaly
sis) ซึ่งสนใจความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของ
คนในแง่มุมต่าง ๆ ความฝัน และการได้รับ
การตอบสนองทางสรีระของเด็กตั้งแต่แรกเกิด
จนถึงระยะวัยรุ่น ที่มีผลต่อบุคลิกภาพของ
คน ๆ นั้น
เจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ คือ ซิกมันด์
ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นายแพทย์ผู้ชำนาญ
ทางระบบประสาท ชาวออสเตรีย-ฮังการี เชื้อ
สายยิว ทฤษฎีของฟรอยด์นั้นเคยสร้างความ
ฮือฮาอย่างมากมายในวงการจิตแพทย์ในยุค
ต้นของศตวรรษที่ ๒๐ นี้ เพราะเป็นแนวคิดที่
ใหม่ ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร สา
มารถอธิบายสาเหตุของความขัดแย้งทาง
อารมณ์ของบุคคลได้มากมาย และยังประสบ
ความสําเร็จเมื่อนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยอีก
ด้วย
จากประวัติของฟรอยด์ เขาตั้งทฤษฎีนี้
ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาสาเหตุของการฝัน และ
ความขัดแย้งทางอารมณ์เกี่ยวกับการตัดสินใจ
กระทำความดีและความชั่ว ของตนเองและ
ผู้อื่น ซึ่งฟรอยด์เชื่อว่ามีผลมาจากการได้รับ
การอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กด้วย แล้วจึงเผยแพร่
ทฤษฎีนี้ให้แก่คนอื่นทราบ
ลูกศิษย์คนหนึ่งของฟรอยด์ ชื่อ คาร์ล
จุง (Carl Jung) จิตแพทย์ชาวสวิส กลับไม่เห็น
ด้วยกับทฤษฎีการพัฒนาการทางเพศของ
ฟรอยด์ และได้ตั้งทฤษฎีของตนขึ้นมาใหม่
มีหลักการหลายอย่างคล้ายกับพุทธศาสนา
ในปัจจุบัน จิตแพทย์และนักจิตวิทยาใน
โลกตะวันตกส่วนใหญ่ ยังเชื่อถือทฤษฎี
พฤติกรรมนิยมอยู่ แม้จะเชื่อถือในทฤษฎี
จิตวิเคราะห์น้อยกว่าก็ตาม สําหรับในประเทศ
ไทย จิตแพทย์หลายคนก็ยังเชื่อทฤษฎีของ
ฟรอยด์อยู่เช่นกัน
ส่วนวิชาจิตเวชนั้นในปัจจุบันเป็นเรื่อง
ของการวินิจฉัยโรค การรักษาด้วยยา และช็อค
ด้วยไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ยาที่ใช้กันในการ
บำบัดโรคจิตในปัจจุบันมีหลายร้อยขนาน
เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ในสังคม
สมัยใหม่ ให้เหมาะกับอาการต่าง ๆ ของโรค
สมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์ อาจารย์ให้ท่องจำ
เม็ดยาขนานต่าง ๆ พร้อมสรรพคุณ เพราะ
เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาในปัจจุบัน
การบรรยายในวันนี้จึงเป็นการนำเอา
ความรู้เดิมที่เคยเรียนสมัยเป็นนักเรียนแพทย์
มาประยุกต์กับคำสอนในพุทธศาสนา เพื่อ
อธิบายถึงกลไกการทำงานของจิต ขันธ์ห้า
กิเลสตระกูลต่าง ๆ ซึ่งอยู่ในจิตในระดับต่าง ๆ
กัน ปรากฏการณ์ทางจิต แล้วสรุปที่ว่าทำ
ไมคนเราจึงป่วย (ทางจิต) ได้
พุทธศาสนานั้นต่างจากทฤษฎีของ
นักจิตวิทยาทั้งหลาย พุทธศาสนาถือว่า
มนุษย์ทุกคนป่วยหมด (ยกเว้นพระอรหันต์
กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น) กิเลสสามตระกูล
คือ ราคะ โทสะ โมหะ นั้นจะคอยบีบคั้น
ใจอยู่ตลอดเวลา ในระดับต่าง ๆ กัน ทั้ง
หลับและตื่น ทำให้จิตนั้นวุ่นวายกระสับ
กระส่าย จนแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม
ทางกายและวาจา
แล้วอาตมาก็หยิบยกเอาการป่วยต่าง ๆ
ที่มีบัญญัติไว้ในจิตเวช เชื่อมโยงถึงเรื่อง ขันธ์ห้า
และความแก่อ่อนของอาการป่วยทางจิต กับ
กิเลสทั้งสามตระกูล การพูดในลักษณะนี้ถ้า
เป็นเมื่อสามสิบปีก่อน ก็คงจะไม่มีคนเชื่อ โดย
เฉพาะนักวิชาการทั้งหลายสมัยนั้นเขายังเชื่อ
กันว่าใจมนุษย์เหมือนกับกล่องเปล่า ๆ ใบ
หนึ่ง ถ้าใส่อะไรเข้าไปคนก็จะนึกคิดอย่างนั้น
ในปัจจุบันทฤษฎีทางจิตวิทยากับพุทธศาสนา
เข้ามาใกล้กันมาก นักจิตวิทยาพบว่าใจของ
มนุษย์นั้นเลือกจับสิ่งที่ตนเองอยากได้ อยากมี
หรืออยากเป็น พยายามหนีจากสิ่งที่ตนไม่ชอบ
ใจ เข้าหาสิ่งที่ตนเองชอบใจ รักใคร่ และปรุง
แต่งระบายสีสร้างสรรค์ให้ตนเองอยู่ตลอด
เวลา
ปัจจุบันจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่
มีชื่อเสียงหลายคน ได้เข้ามาสนใจพุทธ
ศาสนา ได้มาศึกษาคำสอนของพระพุทธ
เจ้า นำมาทดลองใช้ในการรักษาผู้ป่วย
ช่วยให้คำแนะนำให้คนไข้เปลี่ยนทัศนะ
การมองโลกให้เข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น
หลายคน
คนได้ตีพิมพ์บทความเผยแพร่แนว
การรักษาที่ตนได้นำไปใช้อย่างได้ผล
โรงเรียนหลายแห่งในอังกฤษ อาจารย์เริ่ม
สอนให้นักเรียนเข้าใจว่า ความเจ็บไข้ได้
ป่วย ความตายและความพลัดพรากนั้น
เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการของสิ่งมีชีวิต
เป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงทาง
อารมณ์ให้เกิดขึ้นกับเด็ก
การบรรยายในครั้งนั้นมีคนเข้าฟังประ
มาณ ๒๐ คน ในห้องบรรยายของแผนกจิตเวช
ซึ่งอาตมาไม่พบว่าเป็นอุปสรรคในการเชื่อม
Kalyanamitra.org
เมษายน ๒๕๐๐