ข้อความต้นฉบับในหน้า
อันที่จริง เรื่องทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทานั้น
มิใช่การประนีประนอมระหว่างการทรมานตนกับการมัวเมาในกามสุขแต่ประการใด
ชื่อของแนวปฏิบัตินั้นชื่อว่า “ทางสายกลาง” เป็นแนวการปฏิบัติแนวใหม่
ความสามารถของผู้บรรยายเป็นสำคัญ ใน
บางหัวข้อผู้บรรยายมีความรู้จริง เช่น นักฟิสิกส์
ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยซูตรัสบูร์ก (Stras
bourg) ในประเทศฝรั่งเศส สามารถอ้างอิง
และเปรียบเทียบความจริงที่ค้นพบในวิชา
ฟิสิกส์กับพุทธศาสนา ปรากฏว่ามีหลายแง่
หลายประเด็นที่ความจริงเหล่านั้นมาตรงกัน
แต่ที่ต่างกันมากก็คือทิศทางการค้นคว้า ใน
พุทธศาสนาเน้นประสบการณ์เฉพาะตัวโดย
เฉพาะการทำสมาธิ มากกว่าที่จะให้ผู้ปฏิบัติ
ทำในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
แต่ในอีกหลาย ๆ เรื่อง ผู้บรรยายบาง
ท่านถึงแม้จะเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง
สามารถหยิบยกหลักฐานจากหนังสือและ
บทความต่าง ๆ มาสนับสนุนแนวความคิด
ของตนได้มาก แต่ความเข้าใจพื้นฐานนั้น
ยังไขว้เขวและสับสน เช่น ในเรื่องของทาง
สายกลาง หรือ มัชฌิมาปฏิปทา มีนักวิชาการ
ท่านหนึ่งอธิบายว่า คือความประนีประนอม
ระหว่างการปฏิบัติสองสาย คือการทรมานตน
ให้ลำบากอย่างหนึ่ง (อัตตกิลมถานุโยค) และ
การมัวเมาอยู่ในกามสุขอย่างหนึ่ง (กามสุขัลลิ
กานุโยค) และพยายามอธิบายพุทธศาสนา
ไปในทำนองปรัชญาชีวิต แต่ในที่สุดก็หาข้อยุติ
อะไรไม่ได้
อันที่จริง เรื่องทางสายกลางหรือมัช
ฌิมาปฏิปทานั้น มิใช่การประนีประนอมระ
๖๒ กัลยาณมิตร
ที่คนอินเดียในสมัย
ก่อนพุทธกาลนั้น
ยังไม่มีใครรู้จัก
เข้าไปสังวาทกับศาสนิกต่างศาสนาเพื่อความ
สมานฉันท์ทางความคิด เสริมสร้างความ
สามัคคีกลมเกลียวกันในหมู่มวลมนุษย์ และ
หว่างการทรมานตนกับการมัวเมาในกามสุข
แต่ประการใด ชื่อของแนวการปฏิบัตินั้นชื่อว่า
“ทางสายกลาง” เป็นแนวการปฏิบัติแนวใหม่
ที่คนอินเดียในสมัยก่อนพุทธกาลนั้นยังไม่มี
ใครรู้จัก เป็นเส้นทางที่เกิดจากการพัฒนา
ของจิตใจไปตามลำดับโดยผ่านขั้นตอน
ของมรรคมีองค์แปด หรือถ้าสรุปโดยย่อคือ
ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นการผสมผสาน
ของศีลธรรม ปรัชญา และการทำสมาธิ
อย่างแยบยล การเขียนเป็นภาษาอังกฤษ
ต้องใช้ตัวอักษรตัวใหญ่ (Capital Letter)
น่าหน้าเพราะเป็นชื่อเฉพาะว่า “The Middle
Way” ไม่ใช่ “a middle way
เรื่องที่เคร่งเครียดกว่านั้นเป็นกรณีของ
นักวิชาการท่านหนึ่ง เป็นหัวหน้าสถาบันการ
ค้นคว้าพุทธศาสนาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่กรุงโรม
ประเทศอิตาลี ท่านพูดในประเด็นของการ
สังวาทระหว่างศาสนาว่าเป็นเรื่องที่วิเศษ
ควรกระทำ และชี้ประเด็นต่าง ๆ ที่พระภิกษุ
องค์สำคัญ ๆ เคยพูดไว้ก่อนแล้วนำมาประด
ประต่อกัน
ท่านเรียกร้องให้ชาวพุทธมีความอดทน
ชาวโลกทั้งปวงจะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย
อาตมาจึงต้องพูดเป็นการใหญ่ เพื่อทำ
ความเข้าใจอันถูกต้องแก่ผู้เข้าร่วมประชุม
เพราะจากการศึกษาของอาตมา การสังวาทกัน
ระหว่างศาสนานั้น สามารถสร้างผลเสียได้
พอ ๆ กับผลดีเช่นกัน
อาตมาได้หยิบบทประวัติการสังวาท
ของศาสนาในยุคใหม่ว่า ต้นตำรับในเรื่องนี้คือ
คริสตจักรโรมันคาทอลิก หลังจากการสัง
คายนาครั้งที่ ๒ ที่กรุงวาติกัน (Second
Vatican Council) ที่สิ้นสุดลงเมื่อปี ค.ศ.
๑๙๖๕ (พ.ศ. ๒๕๑๒) คริสต์จักรโรมัน
คาทอลิกได้ประเมินผลการเผยแผ่คำสอน
ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา และได้
ข้อสรุปว่า วิธีการเผยแผ่แบบการเข้าไปประ
นามศาสนาอื่นแล้วกลับใจประชาชนให้เข้ารีต
หรือ Mission ไม่ประสบผลสาเร็จโดยเฉพาะ
ในดินแดนที่พุทธศาสนามีอิทธิพลอยู่ กรุง
วาติกันจึงมีมติให้ใช้วิธีสังวาท หรือ Dialogue
แทน
วิธีการใหม่นี้จะไม่ใช้การเข้าไปประณาม
ศาสนาของประชาชนในประเทศนั้น ๆ แต่จะใช้
ศัพท์ในภาษาท้องถิ่น และปรัชญาของศาสนา
ท้องถิ่นนั้นมาอธิบายสัจธรรมของคริสต์ศาสนา
นวาคม ๒๕๐
Kalyanamitra.org