ข้อความต้นฉบับในหน้า
หากจะมีใครสักคนที่เดินหลง
ทางอยู่กลางป่าที่รกทึบ และมืดมิดยาก
เหลือเกินที่ใครคนนั้นจะมีโอกาสพบเส้น
ทางเดินที่ถูกต้องได้ เฉกเช่นเดียวกับ
ชีวิตที่เดินวนในวัฏสงสารอันยาวไกล
รกทึบด้วยกิเลสทั้งหลาย มีทางแยก และ
คดเคี้ยว ข้างทางเต็มไปด้วยสิ่งล่อตาล่อ
ใจให้เพลิดเพลิน จนหลงลืม มันจึงยาก
เหลือเกินที่จะพบเส้นทางที่ถูกต้องได้
และหากมีใครสักคนมีโอกาสพบเส้น
ทางที่ถูกต้องนี้แล้ว เขาผู้นั้นคือผู้
โชคดีมหาศาล และข้าพเจ้าก็คือหนึ่ง
ในจำนวนคนไม่มากนักที่มีโอกาสทองก้าว
สู่เส้นทางธรรมสายนี้
เนื่องจากข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวชาวนา
ชีวิตจึงต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
ชีวิตของคนชนบทส่วนมากแล้วจะขาดศีลข้อ
ที่ ๑ คือการละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เพราะเขา
ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ข้าพเจ้าจึงเป็น
หนึ่งในจำนวนเหล่านั้น เพราะชาวชนบทคิด
ว่าการฆ่า กุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ มาเป็นอา
หารหรือเพื่อป้องกันตัว ไม่บาป เมื่อเราทำ
บ่อย ๆ จนชินมันจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดา
ปกติ ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น แม้จะพอทราบเรื่อง
ศีลอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่าศีลคือข้อห้าม เราไม่
ปฏิบัติตามก็ไม่เกิดโทษแต่อย่างใด และก็ไม่
ผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วย
ช่วงชีวิตการศึกษา จากประถม-มัธยม
สู่มหาวิทยาลัย ความเป็นอิสระเพิ่มมากขึ้น
ตามลำดับ เนื่องจากการพักหอพัก จึงคบเพื่อน
มากหน้าหลายตา หลายความคิด หลาย
ทัศนคติ ข้าพเจ้ายึดค่านิยมทางสังคมปัจจุบัน
ที่ผิด ๆ คิดว่าสิ่งที่ทำมันโก้เก๋ คือหัดสูบบุหรี่
และดื่มเหล้า จากศีลข้อที่ ๑ ยังไม่อาจรักษา
ได้ ต่อด้วยข้อ ๕ จะยังเหลืออยู่ก็คือข้อ ๒.๓
ส่วนข้อ ๔ มักจะพูดเพ้อเจ้อ เฮฮาไปตาม
ข้าพเจ้าแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย
แต่อาจจะเป็นเพราะบุญที่คงจะได้สร้าง
ไว้บ้าง หลังจากจบการศึกษามาประมาณ ๒
เดือน เพื่อนก็ชวนข้าพเจ้าสอบคัดเลือกเพื่อเข้า
การอบรมในโครงการอาสากัลยาณมิตร เกือบ
ไปสำหรับโอกาสทองของข้าพเจ้า เกือบจะไม่
ได้มายืน ณ จุดนี้แล้ว เพราะความลังเลสงสัย
ในการจะก้าวเดินสู่เส้นทางธรรม จากกฎ
เกณฑ์ของโครงการที่ต้องถือศีล ๘ ข้อใดก็ไม่
เกิดปัญหากับข้าพเจ้าเท่ากับข้อที่ 5 ซึ่งต้อง
อดข้าวมื้อเย็น ข้าพเจ้าคงทำไม่ได้แน่ ข้าพเจ้า
คิดว่ามันยากยิ่ง เพราะตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
ข้าพเจ้าไม่เคยอดข้าวมื้อเย็นเลย ประการ
ที่ ๒ คือ การก้าวเข้ารับการอบรมที่วัดจะทำ
ให้ข้าพเจ้าเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ และ
เสียโอกาสในการจะไปเลือกหางานที่ชอบใจ
ประการที่ ๓ จะมีงานอะไรให้ข้าพเจ้าทำ
กันนะ ที่จะสามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์
กับชีวิตได้รวดเร็วมากเพียงระยะเวลาแค่ 5
เดือน คำถามและความลังเลสงสัยที่กล่าวนี้
วนเวียนอยู่ในความคิดตลอดระยะเวลาการ
ตัดสินใจ ที่สุดข้าพเจ้าก็ตัดสินใจเลิกล้ม
การเข้ารับการอบรมอาสากัลยาณมิตร
ประสา ดูเถอะคุณค่าของความเป็นคนของ แต่เหมือนบุญบันดาล สายของวันที่ ๑๑
มิถุนายน ๒๕๓๐ วินาทีหนึ่งข้าพเจ้าคิดว่า
ทำไมเราไม่กล้าที่จะไป เรายังมิได้ทดลอง
เลยแล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าจะทำได้
หรือไม่ ขณะนั้นใจบอกกับตัวเองว่า ไปเถอะ
รีบไปให้ถึงวัด แล้วค่อยตัดสินใจอีกครั้งหลัง
จากอบรมไปสัก ๗ วัน ระหว่างเดินทางจาก
บ้านไปหอพักเพื่อเก็บของไปวัด ข้าพเจ้าเห็น
โปรแกรมภาพยนตร์ชื่อเรื่องถูกใจ รู้สึกว่าเปลี่ยน
ใจอยากจะไปดูภาพยนตร์ แต่อีกใจหนึ่งบอก
กับตัวเองว่า เราตั้งใจมาครั้งนี้เพื่อไปวัดมิใช่มาดู
ภาพยนตร์ ข้าพเจ้าใคร่ครวญอีกหลาย ๆ ครั้ง
ในที่สุดก็จบลงด้วยการไปให้ถึงวัด เมื่อคิดถึง
๗๘ กัลยาณมิตร
Kalyanamitra.org
ธันวาคม ๒๔๓๑