การสละทิฐิและการยอมรับความผิด วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 12 หน้า 95
หน้าที่ 95 / 124

สรุปเนื้อหา

“ท่านกัสสปะ ข้าพเจ้านี้จะเอา หน้าไปไว้ที่ไหน? จักมองหน้า ใครอย่างเต็มตาได้ ฉะนั้นไซร้ ขอท่านกัสสปะจงเห็นใจ ข้าพเจ้าด้วยเถิด ถึงแม้ว่า ใจของข้าพเจ้าจะเห็นด้วยกับ ด้อยค่าของท่าน แต่การที่จะ สละทิฐิเดิมนั้นข้าพเจ้าทำ ไม่ได้จริง ๆ” อีกว่า พระกุมารกัสสปะเถระรู้ที่จึงกล่าวขึ้น “ถวายพระพรมหาบพิตร ตั้งแต่ เราทั้งสองได้สนทนากันมาก็เป็นเวลา นานแล้ว มหาบพิตรยังจะมีใจผ่องแผ้ว ค่อยเสื่อมสลายหายสงสัยไปบ้างหรือไม่? อนึ่งทิฐิไม่ดีที่ติดอยู่ในดวงจิตของมหา บพิตรมานานว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุด เกิด ไม่มี ผลกรรมดีกรรมชั่วไม่มีนั้น ขอ มหาบพิตรจงสลัดปัดทิ้ง จึงสละคืน จง ปล่อยวางมันเสียเถิด ทิฐิอันไม่ดีนั้นอย่า ได้บังเกิดมีแก่มหาบพิตรเลย” พระเจ้วปายา ตอบว่า “ท่านกัสสปะ ที่ท่านมีใจเอ็นดู กรุณา ตอบปัญหาต่าง ๆ มาก็

หัวข้อประเด็น

- การสละทิฐิและการยอมรับความผิด

ข้อความต้นฉบับในหน้า

“ท่านกัสสปะ ข้าพเจ้านี้จะเอา หน้าไปไว้ที่ไหน? จักมองหน้า ใครอย่างเต็มตาได้ ฉะนั้นไซร้ ขอท่านกัสสปะจงเห็นใจ ข้าพเจ้าด้วยเถิด ถึงแม้ว่า ใจของข้าพเจ้าจะเห็นด้วยกับ ด้อยค่าของท่าน แต่การที่จะ สละทิฐิเดิมนั้นข้าพเจ้าทำ ไม่ได้จริง ๆ” อีกว่า พระกุมารกัสสปะเถระรู้ที่จึงกล่าวขึ้น “ถวายพระพรมหาบพิตร ตั้งแต่ เราทั้งสองได้สนทนากันมาก็เป็นเวลา นานแล้ว มหาบพิตรยังจะมีใจผ่องแผ้ว ค่อยเสื่อมสลายหายสงสัยไปบ้างหรือไม่? อนึ่งทิฐิไม่ดีที่ติดอยู่ในดวงจิตของมหา บพิตรมานานว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุด เกิด ไม่มี ผลกรรมดีกรรมชั่วไม่มีนั้น ขอ มหาบพิตรจงสลัดปัดทิ้ง จึงสละคืน จง ปล่อยวางมันเสียเถิด ทิฐิอันไม่ดีนั้นอย่า ได้บังเกิดมีแก่มหาบพิตรเลย” พระเจ้วปายา ตอบว่า “ท่านกัสสปะ ที่ท่านมีใจเอ็นดู กรุณา ตอบปัญหาต่าง ๆ มาก็ถูกต้องเป็นจริงแท้ทุก ประการ ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ ข้าพเจ้าก็ยังไม่อาจที่จะสละคืนทิฐิไม่ดีนั้นเสีย ได้" ทรงอ้างว่าบรรดาพระราชามหากษัตริย์ต่าง ๆ ในประเทศทั้งหลาย เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศล เป็นต้น เคยยอมรับนับถือว่า พระเจ้าปายาสิ เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม ได้คิดค้นจนได้ความ ว่าโลกหน้าไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มี ผลแห่ง กรรมดีกรรมชั่วไม่มี แม้คนทั่วไปก็รู้กันอย่างนี้ ทีนี้ถ้าหากพระองค์สละทิฐิอันไม่ดีนั้นเสียแล้ว ประกาศว่าโลกหน้ามี สัตว์ผู้ผุดเกิดมี ผลแห่ง กรรมดีกรรมชั่วมีดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นจะคิด อย่างไร “คนทั้งหลายก็คงจะตราหน้าว่าพระ เจ้าปายาสิกลับกลอก แล้วยังสำแดงความ โง่เขลาออกมา โดยสารภาพว่าความจริง ที่ตนคิดค้นเกือบเป็นเกือบตายนั้นใช้ไม่ได้ กลับหันมาเลื่อมใสในลัทธิที่ว่าโลกหน้า มี น่าอนาถยิ่งนัก เมื่อปวงชนต่างพากัน ร่ำลือไปในทำนองนี้ ท่านกัสสปะ ข้าพ เจ้านี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? จักมอง ทรงยอมรับว่าความเชื่อเก่า ๆ แม้รู้ว่า หน้าใครอย่างเต็มตาได้ ฉะนั้นไซร้ ขอ ไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสลัดทิ้งได้อย่างไร ท่านกัสสปะจงเห็นใจข้าพเจ้าด้วยเถิด ถึงแม้ว่าใจของข้าพเจ้าจะเห็นด้วยกับ ถ้อยคำของท่าน แต่การที่จะสละทิฐิเดิม นั้นข้าพเจ้าทำไม่ได้จริง ๆ" อาการกลัวเสียหน้าอย่างนี้ มีมาทุกยุค ทุกสมัย อย่าว่าแต่ใครอื่นเลย พวกเราก็เหมือน กัน ลองนึกย้อนไปเถอะเวลาเถียงกับน้อง บาง ที่เถียงไป ๆ รู้ตัวว่าผิด มีใครบ้างยอมรับกับ น้องว่า พี่ผิดไปแล้ว...มีไหม? เฮอะ...ยาก ยอมรับวันหลังกลัวน้องจะได้ใจ กลัวน้องจะ ที่คอ ยังไง ๆ ก็ต้องให้น้องเป็นผู้ผิดไว้ก่อน หลวงพ่อขอเตือนนะ ท่านอย่าไปเป็นอย่างนั้น อุตส่าห์บวชกันแล้ว วันหลังผิด ก็ยอมรับว่าผิด จะได้ฉลาดขึ้น อย่าได้มีทิฐิตะแบงเหมือนพระ เจ้าปายาส แต่คนส่วนมากไม่ค่อยยอมรับผิดกัน สามีภรรยาที่ทะเลาะกันอยู่บ่อย ๆ ก็เข้าลักษณะ นี้ แม้ในที่ทำงานก็เหมือนกัน คนประเภทนี้มี อยู่มากให้นึกถึงพระเจ้าปายาสิเอาไว้บ้าง แล้วค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ แก้ไขไป อ่านต่อฉบับหน้า ธันวาคม ๒๕๓๐ Kalyanamitra.org กัลยาณมิตร ศต
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More