ข้อความต้นฉบับในหน้า
อีกทีหนึ่ง วิธีการนี้ค่อนข้างแยบยล ถ้าประกอบ
เงื่อนไขทางภาวะเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง
เข้าสนับสนุนวิธีการสังวาทนี้ จะเป็นเครื่องมือ
ในการเผยแผ่คริสตธรรมได้อย่างดี
การลงมติเปลี่ยนวิธีการเผยแผ่ศาสนา
ครั้งนั้น เท่ากับพลิกโฉมหน้าของคริสต์ศาสนา
โรมันคาทอลิกอย่างสิ้นเชิง และความที่เป็น
องค์การทางศาสนาที่ใหญ่โตที่สุดของโลก
ที่มีเครือข่ายการปฏิบัติงานครอบคลุมไปทั่ว
ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ผลกระทบของการ
สังคายนาครั้งที่สองในกรุงวาติกันนี้จึงกระจาย
ไปสู่ทุกศาสนาทั่วโลกเช่นเดียวกัน
แต่ทว่าปฏิกริยาตอบสนองจากสังคม
ศาสนาในถิ่นต่าง ๆ หลายแห่งเป็นไปในทางลบ
อาตมาหยิบยกกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศ
ไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่มีข่าวครึกโครม
ในวงการสงฆ์ไทยให้ต่อต้านพวกโรมันคาทอลิก
จนเกิดความตึงเครียดอย่างมากในหมู่ศาสนิก
ทั้งสองศาสนา เพราะพระภิกษุไทยไม่ชอบ
ให้บาทหลวงมาอธิบายว่า พระพุทธเจ้าเป็น
ศาสดาพยากรณ์องค์หนึ่ง ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า
ส่งมาให้ชาวเอเชียเตรียมรับศาสนาของพระ
แต่ขณะเดียวกันอาตมาก็หยิบยกเรื่อง
เยซูคริสต์
กรณีของพระทิเบตจำนวนมากในยุโรปที่สอน
สมาธิให้ฝรั่งที่นับถือพระเยซูนึกให้เห็นพระเยซู
บนไม้กางเขนกำลังถูกทรมานเพื่อไถ่บาป
มนุษย์ทั้งปวง แต่ก็อธิบายต่อไปว่า พระเยซูนั้น
อันที่จริงก็คือ พระโพธิสัตว์ผู้มีบารมีมาก
องค์หนึ่ง ซึ่งเข้าใจผิดไปว่าตนคือบุตรของ
พระผู้เป็นเจ้า เพราะตนเองยังตรัสรู้ธรรม
ไม่ถึงที่สุด แต่ถ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อใด
ก็จะพบสัจธรรมเดียวกับพระศากยมุนี
วิธีการสังวาทของพระทิเบตนี้ ค่อนข้าง
จะประสบความสำเร็จ สามารถลดความ
ธันวาคม ๒๔๓๑
แตกต่างระหว่างคำสอนของศาสนาทั้งสอง
ได้มาก และมีชาวคริสต์มาเลื่อมใสเป็นจำนวน
มากแล้วด้วย
อาตมาได้เท้าความถึงการสังวาท
ระหว่างศาสนาว่า บุคคลแรกที่นำวิธีการนี้
มาสู่โลกก่อนยุคของโสเครตีส เพลโต หรือ
อริสโตเติล นักปราชญ์ทั้งหลายของชาวตะวันตก
ก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีสังวาทในการ
อธิบายธรรมของพระองค์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหม่
มากในสังคมอินเดียในยุคนั้น โดยทรงจับ
คำศัพท์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นคำเทคนิคในศาสนา
พราหมณ์มาให้คำจำกัดความเสียใหม่ เป็นการ
สร้างทัศนคติใหม่และความเข้าในสิ่งที่ควร
จะเป็น มีคำสำคัญ ๆ หลายคำ เช่น
“ธรรมะ” (สันสกฤต ธรม) ในความ
หมายเดิมของชาวฮินดู แปลว่า “หน้าที่”
เช่น เป็นนักเรียนก็ต้องเรียนตามหน้าที่ เป็น
ตำรวจก็ต้องจับผู้ร้ายตามหน้าที่ แต่ถ้าเป็นโจร
ก็ต้องปล้นตามหน้าที่ หรือโสเภณีก็ต้องขายตัว
ตามหน้าที่เหมือนกัน ไปทำอย่างอื่นที่ผิดหน้าที่
เป็นบาป
ส่วนในพุทธศาสนา ธรรมะคือ
“ความจริง” ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ
และเพราะสาเหตุที่ทรงอธิบายความจริงนั้น
และสอนวิธีการเข้าถึงความจริงนั้น คำสั่งสอน
ของพระพุทธเจ้าจึงพลอยเรียกว่า “ธรรมะ”
ไปด้วย
ถ้าใครอยากเข้าถึงความจริง และพ้น
ทุกข์ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ควรจะ
ทำตาม “ธรรมะ” ที่พระองค์ทรงสอนเช่น เป็น
นักเรียนก็ต้องเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียร
เป็นตำรวจก็ต้องเป็นตำรวจที่ดีมีศีลธรรม เป็น
โจรก็ต้องเลิกเป็น หันมาประกอบอาชีพสุจริต
หรือถ้าเป็นโสเภณีก็ต้องเลิกขายตัว หันไป
ประกอบสัมมาอาชีวะ
ในบางครั้งทรงให้คำจำกัดความของ
คำว่า “ธรรมะ” เลียนแบบคำจำกัดความของ
“พรหม” ซึ่งชาวฮินดูในยุคนั้นถือว่าเป็น
สัจธรรมอันสูงสุดตามคัมภีร์อุปนิษัท เพื่อให้
พราหมณ์เข้าใจธรรมะดีขึ้น
(ดังเช่น พุทธภาษิตอีกบทหนึ่ง ที่แสดง
กัลยาณมิตร ๖๓
Kalyanamitra.org