ข้อความต้นฉบับในหน้า
หงาย หายใจแขม่ว ๆ อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ทราบว่า
เป็นเพราะเหตุไร? เขาจึงทิ้งเอาไว้เช่นนี้ ฤาษี
นั้นถึงจะมีจิตใจไม่อยากวุ่นวายในทางโลก
แต่เมื่อได้ประสบเรื่องอย่างนี้ก็ให้มีจิตกรุณา
ด้วยคิดว่า เมื่อเราพบเห็นอยู่ จะปล่อยให้
มนุษย์ตายไปต่อหน้าย่อมไม่สมควร จึงอุ้ม
ทารกนั้นไปยังอาศรม เลี้ยงดูเรื่อยไป จนกระ
ทั้งทารกนั้นเติบใหญ่มีอายุย่างเข้าสิบขวบ
วันหนึ่งท่านฤาษีมีกิจธุระบางอย่าง ที่จะต้อง
เดินทางไปยังปัจจันตชนบท จึงบอกแก่ทารก
นั้นว่า
"เจ้าหนู เราปรารถนาจะเดินทางไป
ยังปัจจันตชนบท ในระหว่างที่เราไม่อยู่นี้
เจ้าต้องระวังไฟไว้อย่าให้ไฟดับได้ ถ้าหากว่า
ไฟดับ นี่มืด นี่ฟิน นี่ไม้สีไฟ เจ้าจงก่อไฟขึ้น
แล้วบูชาไฟด้วยตนเองเถิด”
ในสมัยโบราณ ก่อนที่พระพุทธศาสนา
จะบังเกิด มีความเชื่อกันอย่างนี้ว่า กิเลสหรือ
นิสัยไม่ดี ความไม่ดีที่อยู่ในตัวเรา จะต้องเผา
ทิ้งเสียด้วยไฟ เรียกว่า ตบะ ตบะ แปลว่า
เผาผลาญ การบำเพ็ญตบะจึงเป็นการ
เผาผลาญให้กิเลสหมดไป
คำว่าตบะ เป็นค่าที่ตกค้างมาจาก
พระพุทธเจ้าองค์ก่อน เหมือนอย่างคำว่า
นิพพาน ไม่มีใครทราบว่าตบะคืออะไร นิพ
ทานคืออะไร ทราบแต่ว่า นิพพานแปลว่า
สุขอย่างยิ่ง หรือตนะเผากิเลสดีอย่างยิ่ง
ทราบเท่านี้ แต่เผากิเลสเผาอย่างไรก็ไม่ทราบ
นิพพานอยู่ที่ไหน? อยู่อย่างไร? ลักษณะ
อย่างไรก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่ามันเป็นสุข เมื่อ
เป็นอย่างนี้เข้าก็เกิดปัญหาขึ้นมา ก่อนที่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะบังเกิดก็มีพวก
พราหมณ์ พวกนักบวชในยุคก่อน ๆ นั้น ที่เข้า
ใจเอาเองว่าตบะมันเผากิเลส ก็เลยติความเอา
เสียจนไม่ได้ความว่าจะเผากิเลสก็ต้องจุดไฟ
เผาฟืนไปเรื่อย ๆ ก่อไฟต่อเนื่องกันไปไม่ให้ไฟ
ดับเลยตลอดชีวิต เขามีความเข้าใจว่าเอาใจ
มาจดจ่อในการเผาฟินอย่างนี้ วันหนึ่งกิเลสใน
ตัวคงหมดไปเอง ลัทธิบูชาไฟจึงเกิดขึ้นมา
๒ กัลยาณมิตร
พวกชฎิล พวกฤาษี สมัยนั้นเขามีลัทธิ
บูชาไฟ เขาหวังว่าถ้าก่อไฟให้มันต่อเนื่องไป
แล้วก็สวดมนต์ไปตลอดชีวิต อย่างนี้กิเลส
ในตัวจะถูกไฟในเตาเผาไปได้ ทำไมเชื่ออย่าง
นั้น ได้เค้าว่า ค่าว่า ตบะนี้เหลือค้างมาจาก
ศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน แต่วิธีการวิธี
ปฏิบัติไม่ทราบ แท้ที่จริงตบะที่แปลว่าเผา
แต่เขาก็ต้องผิดหวัง เพราะถึงจะพยายามถาด
สักเท่าไร ๆ ก็ไม่พบไฟสักที
ต่อจากนั้นเขาจึงผ่าไม้สีไฟออกเป็นสอง
อีก คงคิดว่าพอผ่าแล้วไฟมันคงลุกแวบ ๆ
ออกมานะ แต่เปล่าเลยผ่าต่อไปเป็นสี่ซีก แปด
อีก ซอยย่อยไปเรื่อย ๆ จนถึงกรีดเป็นชิ้น
เล็ก ๆ เหมือนไม้กลัด ไม่เจอไฟสักแวบ เขาจึง
ผลาญกิเลสนั้น ก็ทำอย่างที่เราบำเพ็ญอยู่ เอาไม้ไฟนั้นไปใส่ลงในครก จะโขลกเอาไฟ
นี่แหละ การบวช การรักษาศีล การนั่ง
สมาธิ การตั้งใจฟังธรรม อย่างที่กำลังทำ
อยู่นี่คือการบำเพ็ญตบะอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้นถามว่าพวกเรากำลังทำ
อะไรอยู่ ตอบว่ากำลังบำเพ็ญตบะอยู่ แต่
ฤาษีไม่รู้ก็เลยเผาไฟ เหมือนอย่างเมื่อสมัย
ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้
จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ตอนนั้นคำว่า
นิพพานที่มีคนตีความไว้มากมายจนไม่
ใต้ความ
ไร?
นิพพานคืออะไร? คือบรมสุข สุขอย่าง
อะไรที่เรียกว่าบรมสุข พวกเจ้า
บอกว่า มีภรรยาหลาย ๆ คน เป็นบรมสุข
เรียกว่านิพพาน พวกขี้เหล้าบอกว่า ได้เหล้า
ดีๆ และดื่มให้ถึงขีดเป็นบรมสุข คือนิพพาน
นักบวชในลัทธิต่าง ๆ ก็ว่ากันไป เขาว่ากัน
ไปตามแต่เขาจะเห็นสมควร แต่นิพพานจริง ๆ
คืออะไร? เขาก็ไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเจ้า
ชายสิทธัตถะจึงได้ค้นหานิพพานและก็
ได้พบ คนอื่นเอาใจไปไว้ผิดที่ก็ค้นไม่พบนะ
หรือทำไม่ถูกวิธี เหมือนทารกที่ได้รับคำสั่งให้
เฝ้ากองไฟ ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไป
ฝ่ายทารกน้อยไร้เดียงสา เมื่อท่านฤาษี
จากไปแล้ว ก็มัวเล่นเสียเพลินตามประสา
ทารกจนลืมคำสั่ง ครั้นเห็นไฟดับแล้วจึงคิดแก้
ไย นึกขึ้นได้ถึงคำสั่งของท่านฤาษีผู้บิดา ให้ทำ
การก่อไฟด้วยตนเองด้วยมีด ด้วยปืน และ
ด้วยไม้สีไฟ จึงเอามีดมาถากไม้สีไฟ ด้วยเข้า
ใจว่า บางทีจะได้พบไฟบ้าง เพราะก่อไฟไม่
เป็น เห็นพ่อฤาษีบอกว่า เอ้านี่มืด นี่ไม้ ก็คว้า
มา คิดว่าไฟมันคงอยู่ในไม้ จึงเอามีดถาก
ให้ได้ พยายามโขลกจนป่นเป็นแป้งก็ยังไม่พบ
ไฟ ผลสุดท้ายจึงเอามือล้วงไม้สีไฟ ที่ตน
โขลกในครกเสียจนป่นนั้น ขึ้นมาโปรยในที่ ๆ
ลมกำลังพัดแรงจัดอยู่ โดยหวังว่าจะได้ตัวไฟ
เป็นครั้งสุดท้าย แต่เขาก็ต้องผิดหวังได้แต่
นั่งกอดเข่ากลุ้มใจอยู่
เมื่อฤๅษีทำภารกิจของท่านเสร็จแล้ว
จึงกลับมายังอาศรม เห็นเด็กน้อยบุตรบุญ
ธรรมของตนนั่งกอดเข่าหน้าเศร้าอยู่ดังนั้น
ก็เข้าไปถาม ครั้นทราบความแล้วก็อดที่จะนึก
สังเวชใจในความไร้เดียงสาของเด็กนั้นไม่ได้
ว่า เจ้าทารกช่างโง่เหลือเกิน จะแสวงหาไฟ
โดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน คิดดังนั้นแล้วจึง
เรียกเด็กน้อยเข้ามาใกล้ หยิบไม้สีไฟขึ้นมาให้
เกิดไฟ แล้วสั่งสอนว่า
“ไอ้หนูเอ๊ย... เขาติดไฟกันอย่างนี้ ท่า
อย่างเจ้านั้นโง่เขลานัก จะหาไฟโดยไม่ถูกวิธี
ไม่ถูกทางได้อย่างไร
กล่าวแล้วก็พาเด็กน้อยนั้นเข้าไปพักผ่อน
ในอาศรม เพื่อสั่งสอนวิทยาการอย่างอื่นอีกต่อ
ไป
“ขอถวายพระพรมหาบพิตร ทารก
ไร้เดียงสาแสวงหาไฟไม่ถูกวิธีย่อมไม่พบไฟฉัน
ใด มหาบพิตรมีพระทัยใคร่จะทราบว่าโลก
หน้ามีหรือไม่ แต่แสวงหาโดยวิธีไม่ถูก พระ
องค์ย่อมไม่สามารถได้ความรู้ฉันนั้น”
คราวนี้มาดูกันต่อว่า พระเจ้าปายาสผู้
ดื้อรั้นนั้น จะทำอย่างไรต่อไป ขณะนั้นพระ
เจ้าปายาสเริ่มจะมีน้ำใจศรัทธาเลื่อมใสขึ้น
แล้ว แต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก เพราะยังกระดาก
อายอยู่
ธันวาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org