ข้อความต้นฉบับในหน้า
ขวาแหละจ๊ะ ที่ออกไปสู่วิหารพระยืนและศาลา
การเปรียญนั่นแหละ”
“โอ๊ะ...ยังนี้ไม่เป็นการทำลายของเก่า
คะ” ฉันถามด้วยความตกใจ
“ก็เดิมทีเดียวเป็นทรงเก๋งจีนนะ ส่วน
ประตูโค้งยอดปรางค์ที่น้าเคยเห็นและถ่ายรูป
มานี้เป็นของทำใหม่ แต่ก็ก่อนน้าเกิดนะ”
น้าน้อยคงเห็นดวงตาฉงนของเรา จึง
กล่าวต่อไปว่า
“เอ้า....น้าจะเล่าให้ฟัง ประตูในภาพเป็น
ประตูที่พระธรรมเทศาจารย์ (มุ่ย ธัมมปาโล)
เจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ท่านปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งสิ้น
ก็เพราะกำแพงแก้วก็ดี ซุ้มประตูทรงเก๋งจีนก็ดี
หักพังมากตั้งแต่ก่อนท่านมาอยู่เสียอีก มันพัง
ลงมาเป็นซากว่างั้นเถอะ เหลือกำลังที่จะบูรณะ
ให้คงสภาพเดิมจึงต้องรื้อออกแล้วสร้างใหม่จ้ะ”
“เมื่อสร้างใหม่ ทำไมไม่เลี่ยนรูปแบบ
เดิมล่ะคะ”
“อือ การเลียนแบบเดิม บางทีก็ยากนะ
๓
ลักษณ์ ขณะนั้นขัดข้องหลายอย่างเครื่องตกแต่ง
กระเบื้องเคลือบสีของเก่าดั้งเดิมนั้นรัชกาลที่ ๓
ทรงสั่งมาจากเมืองจีนโดยตรงนะจ๊ะทรงควบคุม
กรมท่ามาตั้งแต่ทรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษ
ฎาบดินทร์ จึงทรงสนิทสนมกับพ่อค้าจีน พ่อค้า
ก็ต้องพึ่งพระบารมีพระองค์ ดังนั้นการสั่งซื้อ (บน) ลายกระแหนะ
ฝากซื้อของจากเมืองจีนจึงมิใช่เรื่องยากสำหรับ หน้าประตูวิหารพระ
พระองค์ท่าน ซ้ำยังได้แต่ของดี ๆ งาม ๆ ทั้ง นอน
นั้น แต่ท่านเจ้าคุณธรรมเทศาจารย์ท่านเป็น
พระภิกษุธรรมดาไม่มีอำนาจบารมีอันใด นอก
จากเป็นเจ้าอาวาส ประกอบกับรัชกาลที่ 5
ทรงหันมาสนพระทัยส่งเสริมทางการศึกษาเพื่อ
ให้คนไทยฉลาดทันชาวยุโรปมากกว่าส่งเสริม
บำรุงวัด ดังนั้นการหาเงินซ่อมวัดจึงตกเป็น
ภาระของเจ้าอาวาสและพระสงฆ์องค์เจ้าแต่ละ
วัดจะต้องขวนขวายช่วยตัวเองไงล่ะ นี่เป็นเหตุ
ผลสำคัญมากเชียวนะ”
- เราทั้งสองพยักหน้างักงักด้วยเห็นคล้อย
ตามที่น้าน้อยพูด
“อีกประการหนึ่งสมัยท่านเจ้าคุณธรรมฯ
กระเบื้องตกแต่งสวยงามแบบจีนก็หายาก ราคา
แพงมาก ด้วยช่วงนั้นบ้านเมืองจีนเปลี่ยนแปลง
การปกครองเป็นแบบประชาธิปไตย แต่บ้าน
เมืองก็ไม่สงบสุข เกิดเหตุวุ่นวาย กบฏกันบ่อย
แย่งกันเป็นใหญ่ซ้ำยังรบพุ่งกับญี่ปุ่นและฝรั่งด้วย
หลานก็คงพอรู้นะจ๊ะ ก็ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5-
๗ นั่นแหละ ชาวจีนพะวงกับสงคราม บ้างก็ถูก
เกณฑ์ไปรบ บ้างก็หนีสงคราม ใครจะมาสนใจ
ประดิษฐ์ของสวย ๆ งาม ๆ สักเท่าไรเชียว
จริงมั้ย แล้วการขนส่งก็พลอยไม่สะดวกไปด้วย
แน่นอนของเหล่านั้นก็ต้องราคาสูงชนิดจับไม่
สิงหาคม ๒๕๓๕ กัลยาณมิตร ๗๙