ข้อความต้นฉบับในหน้า
1 “โอเค เมื่อก่อนผมเคยคิด
ถึงแดดดี้ เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว”
“ทำไม”
เออ “ก็มามีเคยห้ามไม่ให้ผมพูด
มากมายในความคิด....ฉันผิดเอง ที่ 3
“เรากลับไปอยู่เมืองไทยกัน
เอรียา
สามารถให้ลูกได้ทุกอย่าง กระทั่ง ดีไหมลูก” ฉันลองถามหยั่งเชิง
แกมองไม่เห็นคุณของพ่อ ซึ่งเป็น
“มามีคิดตลกอะไรขึ้นมาอีก
ผู้ก่อกำเนิดตัวแกขึ้นมา ละครับ”
ก “ถ้าแม่พูดจริงล่ะ”
“ไปทำไม อากาศร้อน คน
ถึงเขา แล้วอีกอย่างมันก็ไม่มีประ
โยชน์ที่จะทำให้มามีโกรธ”
“ถ้าแม่อนุญาตให้ลูกไปพบ
พ่อได้ล่ะ ลูกจะไปไหม”
“ที่ไหนหรือครับ”
“แม่ก็ไม่รู้ กลับเมืองไทย
คราวนี้ แม่ก็ไม่ได้ข่าวเขา”
- “มามีคิดอะไรขึ้นมาหรือครับ
ตาของฉันจะพร่ามัวทุกครั้ง ยังป่าเถื่อนอยู่เลย ดูข่าวจากทีวี
เมื่ออ่านหนังสือธรรมะบทที่ว่าด้วย คราวนี้แล้ว ผมไม่อยากไปเหยียบ
พระคุณของพ่อแม่ เสียดายที่ได้รู้
เมืองไทยของแม่เลย”
คุณท่านก็ต่อเมื่อไม่มีพ่อแม่ให้แทน
ลมวิ่งไล่มาจุกที่อก แม่เคย
คุณเสียแล้ว
เตือนไว้แล้ว แม่พูดถูกและตรงทุก
โอกาสของฉันหมดไปแล้ว
อย่างฉันมองลูกเต็มตา นี่คือผลพวง
การคลุกเคล้าผิดแบบแผนของคน
เขลาอย่างฉัน
เราอยู่กันสองคนแบบนี้ก็สบายดี เหลือแต่ของลูกชาย แต่ฉันจะทำ
ไม่เดือดร้อนอะไรนี่ครับ
“ฉันไม่สามารถตอบคำถาม
ของลูกชายได้ ทั้ง ๆ ที่มีเหตุผล
อย่างไร จึงจะสามารถพูดจาโน้มน้าว
เด็กสมัยนี้ซึ่งเติบโตในถิ่นเทคโนโลยี
ก้าวหน้า ให้รู้คุณค่าของพ่อแม่ได้
“ลูกไม่อยากไปสัมผัสบรรยา
กาศที่สามารถทำให้คนไทยยุติความ
ไม่เข้าใจกันได้ในเวลารวดเร็วด้วย
ตัวเองหรือ”
“เอาไว้...ผมจบปริญญาก่อน
ค่อยไปก็ได้” ตอบด้วยเจตนาเอาใจ
แม่มากกว่าจะเป็นอย่างอื่น
**
- ฉันนั่งสมาธิด้วยใจที่ไม่สงบ
ทุกครั้ง ที่หวนนึกถึงการกระทำต่อ
แม่ของตัวเอง และพ่อของลูก
คนอื่นอาจจะทำให้เรารู้สึก
เจ็บแค้นในระยะหนึ่ง แต่ความเจ็บ
อายจากผลของการกระทำผิดของ
ตัวเราเองนั้น บั่นทอนพลังจิตของเรา
ให้เสื่อมถอยไร้ความองอาจพึ่งผาย
ตายไป....กับอาการตายทั้งเป็น
เห็นชัดและเข้าใจแล้ว ตายไปแล้ว
คนอื่นเขาก็เอาไปเผาหรือเอาไปฝัง
๑๐๒ กัลยาณมิตร สิงหาคม ๒๕๓๕