ธรรมและความเพียร วารสารกัลยาณมิตร ปี 2536 ฉบับที่ 9 หน้า 16
หน้าที่ 16 / 113

สรุปเนื้อหา

ธรรมเป็นชั้น ๆ กันไปนะ มีด สว่าง ๆ ไม่มืดไม่สว่าง ทั้งมืดทั้งสว่าง ทั้งไม่ มืดไม่สว่าง นั่นหรือเป็นธรรมที่ ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่ ซึ่งยิ่งกว่านั้น ๆ ทั้งหลายที่ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มี ความเพียรเพ่งอยู่นั้น ปรากฏชัด ๆ ธรรม เมื่อนั่งลงไปแล้วปรากฏแน่แน่วทีเดียว พอนั่งถูกส่วนเข้า ทำใจให้หยุด หน้าที่ด้วยใจได้เท่าใด กายทิพย์ที่ ลืมเสียที่มันมืดนักไม่ได้เรื่องอย่างนั้น ฝันในฝันออกไปนั้น ก็ทำหน้าที่ได้ อย่างนั้นธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ถ้า เท่านั้นเหมือนกัน ทำกายได้เท่านั้น จะมาว่าคนฉลาดเพ่งธรรมละก็ เมื่อ ทำวาจาได้เท่านั้น ทำใจได้เท่านั้น นั่งมืดอยู่ละก็ อ้อ! นี่อธรรม นี่ เหมือนกัน แบบเดียวกันนี้คนละเรื่อง อกุสลา ธมฺมา ไม่ใช่ธรรมที่สว่าง อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าฝันในฝันแล้วก็เรา นั่งไป ๆ ถูกส่วนเ

หัวข้อประเด็น

- ธรรมและความเพียร

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ธรรมเป็นชั้น ๆ กันไปนะ มีด สว่าง ๆ ไม่มืดไม่สว่าง ทั้งมืดทั้งสว่าง ทั้งไม่ มืดไม่สว่าง นั่นหรือเป็นธรรมที่ ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียร เพ่งอยู่ ซึ่งยิ่งกว่านั้น ๆ ทั้งหลายที่ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มี ความเพียรเพ่งอยู่นั้น ปรากฏชัด ๆ ธรรม เมื่อนั่งลงไปแล้วปรากฏแน่แน่วทีเดียว พอนั่งถูกส่วนเข้า ทำใจให้หยุด หน้าที่ด้วยใจได้เท่าใด กายทิพย์ที่ ลืมเสียที่มันมืดนักไม่ได้เรื่องอย่างนั้น ฝันในฝันออกไปนั้น ก็ทำหน้าที่ได้ อย่างนั้นธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ถ้า เท่านั้นเหมือนกัน ทำกายได้เท่านั้น จะมาว่าคนฉลาดเพ่งธรรมละก็ เมื่อ ทำวาจาได้เท่านั้น ทำใจได้เท่านั้น นั่งมืดอยู่ละก็ อ้อ! นี่อธรรม นี่ เหมือนกัน แบบเดียวกันนี้คนละเรื่อง อกุสลา ธมฺมา ไม่ใช่ธรรมที่สว่าง อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าฝันในฝันแล้วก็เรา นั่งไป ๆ ถูกส่วนเข้า สว่างวูบเข้าไป รวนทันที ถ้าฝันแล้วฝันเฉย ๆ แล้ว ก็ไม่รวน เข้ามาใกล้กายมนุษย์ นี่ คนละเรื่องอย่างนี้ ๆ เหมือนฝันที่เดียว สว่างวูบเข้าไป ปรากฏที่เดียวเหมือนลืมตา บางคน ตกใจนะ นี่หลับตาหรือลืมตานะ นี่ธรรมทั้งหลายที่ปรากฏแก่ มันสว่างอย่างนี้ ก็ลืมตาดูเสียที อ้าว พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่เป็น สว่างนั่นหายไปเสียแล้ว นั่นมีสว่าง อย่างไร นี่พวกเรารู้กันอยู่บ้างแล้ว ได้อย่างนั้น มีมีดอย่างนั้น นั่ง พวกนั่งมีอยู่ พวกเป็นมีอยู่ กล้าพูด เพราะพราหมณ์นั้นมี ได้ทีเดียว หลับตาปุบแล้วกัน ก็มืดตื้อ เมื่อมืด เช่นนั้นเป็นอธรรม เมื่อสว่างขึ้น ความเพียรเพ่งอยู่แล้วนั่นแหละความ ปรากฏชัดขึ้นเหมือนกลางวัน นั่น เพ่งมันเป็นอย่างนี้แหละ มันมืดตื้อ เป็นธรรม ไม่สว่างไม่มืด รัว ๆ อยู่ มืดซื้อมันก็สงสัย ไอ้มืดนั่นแหละ นั่นก็เป็นธรรมเหมือนกัน เป็นอัพ มันทำให้สงสัย มันไม่เห็นอะไร มัน มัวหมองไปหมด ดำคล้ำไปหมด ยากตาธรรม ธรรมมีสามอย่างนี้ มืดเป็น รัวไปหมด ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว อกุศลธรรม สว่างเป็นกุศลธรรม หนักเข้า ๆ รำคาญหนักเข้า ๆ ก็ ไม่มืดไม่สว่างเป็นอัพยากตาธรรม นี่ พอนั่งถูกส่วนเข้าก็ใจหยุดทีเดียว เมื่อใจหยุดนี้ ตรงกับบาลีว่า ยูโต ปชานาติ สเหตุธมุม เพราะมารู้จัก ธรรมว่าเกิดแต่เหตุ ธรรมที่เกิดแต่เหตุ นั่นธรรม อะไร เหตุมี 5 โลภะเหตุ โทสะเหตุ โมหะเหตุ โลภะเหตุเป็นฝ่ายชั่ว โทสะเหตุเป็นฝ่ายชั่ว โมหะเหตุก็ เป็นฝ่ายชั่ว ฝ่ายดีล่ะ ท่านวางไว้เป็น อโลภะเหตุ อโทสะเหตุ อโมหะเหตุ อโลโภ ทานเหตุความไม่โลภ เป็นเหตุให้บริจาคทาน อโทโส สีลเหตุ ความไม่โกรธเป็นเหตุให้ รักษาศีล อโมโห ภาวนาเหตุ ความ ไม่หลงเป็นเหตุให้เจริญภาวนา พอรู้ ชัดว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ อ้อ! การที่เราให้ทานนี้เกิดแต่เหตุคือความ ไม่โลภ การที่มารักษาศีลได้นี้ เกิด จากเหตุคือความไม่โกรธ การที่เรา มาเจริญภาวนาได้นี้ เกิดจากเหตุ คือ ความไม่หลง ความไม่โลภ ไม่ โกรธ ไม่หลง เป็นเหตุให้ทำทานให้ รักษาศีล ให้เจริญภาวนา ที่เราจะ ให้ทานขึ้นได้นี้เรียกว่า อโลภะเหตุ ๑๔ กัลยาณมิตร กันยายน ๒๕๓๖
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More