ข้อความต้นฉบับในหน้า
เกิน
ได้เพชรขึ้นมาเต็มตาข่าย นำเพชรขึ้นมา แล้วก็ทิ้ง “ข้าแต่เทพผู้รักษาสมุทร ตั้งแต่ข้าพเจ้าจำ
ของมีค่าน้อยลงทะเลไป เพื่อไม่ให้เรือรับน้ำหนัก ความได้ ข้าพเจ้าไม่เคยเบียดเบียนสัตว์ไม่ว่าจะ
เป็นสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่แม้สักตัวเดียวเลย
ต่อมาเรือแล่นมาถึงบริเวณที่ท้องทะเลมีแสง สิ่งของของผู้อื่นแม้เพียงเส้นหญ้า ก็ไม่เคยหยิบ
สว่างแต่งราวกับทะเลไฟ สุปารกะทราบว่าที่ทะเล ฉวยเลย ภรรยาของผู้อื่นก็ไม่เคยมองดูด้วยอำนาจ
บริเวณนี้อุดมไปด้วยทองคำเขาให้ลูกเรือโยนตาข่าย ความปรารถนา คำพูดเท็จก็ไม่เคยพูด น้ำเมาก็
ลงทะเลเพื่อเอาทองคำขึ้นมาเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว ไม่เคยดื่มแม้เพียงหยดด้วยยอดหญ้า ด้วยสัจ
แล้วเรือก็แล่นมาถึงทะเลที่มีสีเหมือนนมสด วาจานี้ ขอเรือนี้จึงเดินทางกลับโดยสวัสดีด้วย
ซึ่งเป็นทะเลที่อุดมด้วยแร่เงิน เขาก็เอาตาข่าย เถิด”
โยนลงไป แล้วเอาเงินขึ้นมา
เมื่อเรือแล่นไปถึงทะเลที่มีสีเขียวมรกตสีแดง
แล้วก็รดน้าในถาดไหลลงที่แอกเรือ
ทันใดนั้นเอง เรือที่แล่นมาผิดทางตลอด ๔
ตามลำดับ ก็ได้พลอยที่มีสีเขียวและสีแดงมามาก เดือนก็บ่ายหัวกลับ แล่นลิ่วไปถึงท่ารุกัจฉะที่
มาย จนกระทั่งเรือมาถึงในช่วงที่ทะเลทะลวงแก้วหู ออกเดินทางมาเพียงวันเดียวเท่านั้น แล้วยังแล่น
ให้แตกทำลายทีเดียว ลูกเรือทุกคนต่างพากัน ขึ้นไปบนบก จอดลงหน้าบ้านของสุปารกะ ด้วย
หวาดกลัวต่อความตายที่กำลังจะมาถึง พากัน อำนาจแห่งสัจวาจาของท่าน
เนื้อตัวสั่นมาหาสุปารกะบัณฑิต เขาบอกว่า
สุปารกะได้แบ่งเพชรนิลจินดาให้ลูกเรือทุก ๆ
“ท่านทั้งหลาย บัดนี้เรือได้แล่นมาถึงทะเล คน แล้วให้โอวาท ให้หมั่นทำบุญทำทาน ตั้งใจ
ตอนที่เรียกว่า “พลวามุข” แล้ว ทะเลแห่งนี้ไม่ว่า
เรือลำใดแล่นมาถึงก็ตามจะไม่มีผ่านไปได้เลยสักลำ
ไม่เคยเลย”
กลัว
พวกลูกเรือทั้งหมดราว ๗๐๐ ชีวิตพากันหวาด
ร้องไห้คร่ำครวญราวกับกำลังอยู่ในนรก
อเวจี เป็นที่น่าเวทนายิ่งนัก
รักษาศีล เพื่อจักได้ไปเกิดบนสวรรค์เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
เรื่องของต้นหนตาบอดนี้ เป็นเรื่องในอดีต
ชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์
ถือกำเนิดเป็นต้นหนเรือผู้ตาบอด
ส่วนลูกเรือทั้งหลาย ก็คือพระสาวกของ
พระองค์
หลานๆ คะ ความดีเรื่องของบุญโดยเฉพาะ
ให้แคล้วคลาดจากอันตราย ดังเช่นสุปารกะบัณฑิต
ผู้นี้ และคุ้มครองผู้อื่นให้ปลอดจากภัยทั้งหลาย
พบกับความสุขในที่สุด
สุปารกะบัณฑิตคิดว่า ในภาวะคันขับกำลัง
เผชิญหน้ากับความตายเช่นนี้ มีสิ่งเดียวที่พอจะ “ศีล ๕" เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ ผู้ที่
ช่วยได้ สิ่งนั้นก็คือ “บุญ” หากเราไม่รีบนำบุญมา รักษาศีลสม่ำเสมอ จะมีบุญคุ้มครองทั้งตัวเอง
ช่วยแล้ว ก็คงจะพากันตายหมดทั้งลำเป็นแน่ เขา
จึงเรียกประชุมลูกเรือทั้งหมด แจ้งความประสงค์
ให้ทราบ แล้วบอกให้ลูกเรือคนหนึ่งเตรียมน้ำให้
เขาอาบ หาผ้าใหม่มาให้นุ่ง เพื่อเป็นการชำระกาย
ให้สะอาด จากนั้นให้นำถาดใส่น้ำสะอาดมา เขา
ถือถาดน้านั้นด้วยมือทั้งสองข้าง ยืนที่แอกเรือ
กระทำสัจกิริยา กล่าวว่า
พบกันใหม่ฉบับหน้านะคะ
นายด
(จาก อรรถกถามหาวาณิชชาดก)
ธันวาคม ๒๕๓๖ กัลยาณมิตร ๗๙