การคลอดและการดูแลทารกแรกเกิด วารสารกัลยาณมิตร ปี 2539 ฉบับที่ 6 หน้า 72
หน้าที่ 72 / 128

สรุปเนื้อหา

ข้างหนึ่งเช้าไปได้ ดังนั้นผ้าที่ผูกนั้นต้องยาว เผลอไปลืมควัก หรือควักช้าไป ดังนั้นการตบ พอที่มารดาซึ่งนั่งเหยียดขาในลักษณะครึ่งนั่ง กันแรงๆ เป็นการตรวจว่า เมือกออกหมดปาก ครึ่งนอน จะสามารถเหนี่ยวได้โดยสะดวก การ หรือไม่ สมัยก่อนเชื่อกันว่าถ้าควักเมือกและ ที่ท่า ห่วงขายผ้าก็เพื่อสอดมือเข้าไปเกี่ยวกระ เลือดออกจากปากคอไม่หมด ทารกจะหายใจ หวัดจับผ้าได้ถนัด ขณะที่อีกมือหนึ่งจะช่วย ไม่สะดวก อย่างที่เรียกกันว่า “สำลักน้ำครา” เหนี่ยวโหนผ้า (เมื่อออกแรงเบ่งลม) เมื่อเป็น จะทำ ให้ทารกเจ็บป่วยเป็นโรคซางบ่อยๆ คือ เช่นนั้นกันจะยกสูงจากพื้นเล็กน้อย ขาจะได้ ปาก คอ หรือ ลิ้น อักเสบเป็นเม็ดเป็นป่า มี แยกออกใช้เท้ายันพื้น และยังมีตุ่มน้ำช่วยกัน อาการปวดหัวตัวร้อนและไม่ยอมดื่มนม ด้วย หลังไว้ด้วย การทำ เช่นนี้หมอตำ

หัวข้อประเด็น

- การคลอดและการดูแลทารกแรกเกิด

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ข้างหนึ่งเช้าไปได้ ดังนั้นผ้าที่ผูกนั้นต้องยาว เผลอไปลืมควัก หรือควักช้าไป ดังนั้นการตบ พอที่มารดาซึ่งนั่งเหยียดขาในลักษณะครึ่งนั่ง กันแรงๆ เป็นการตรวจว่า เมือกออกหมดปาก ครึ่งนอน จะสามารถเหนี่ยวได้โดยสะดวก การ หรือไม่ สมัยก่อนเชื่อกันว่าถ้าควักเมือกและ ที่ท่า ห่วงขายผ้าก็เพื่อสอดมือเข้าไปเกี่ยวกระ เลือดออกจากปากคอไม่หมด ทารกจะหายใจ หวัดจับผ้าได้ถนัด ขณะที่อีกมือหนึ่งจะช่วย ไม่สะดวก อย่างที่เรียกกันว่า “สำลักน้ำครา” เหนี่ยวโหนผ้า (เมื่อออกแรงเบ่งลม) เมื่อเป็น จะทำ ให้ทารกเจ็บป่วยเป็นโรคซางบ่อยๆ คือ เช่นนั้นกันจะยกสูงจากพื้นเล็กน้อย ขาจะได้ ปาก คอ หรือ ลิ้น อักเสบเป็นเม็ดเป็นป่า มี แยกออกใช้เท้ายันพื้น และยังมีตุ่มน้ำช่วยกัน อาการปวดหัวตัวร้อนและไม่ยอมดื่มนม ด้วย หลังไว้ด้วย การทำ เช่นนี้หมอตำแยและผู้ช่วย เหตุนี้เมื่อหมอตำแยควักเมือกและเลือดออก จะได้จับตัวมารดาให้อยู่กับที่ได้มั่นคง จะได้ จากปากและคอหมดแล้ว ก็จะใช้น้ำผึ้งแตะ ข่มท้องได้สะดวกโดยไม่ดิ้นหนีไปไหน และ ทองคำ เปลวกวาดคอและใต้ลิ้น บางทีใช้น้ำ เพื่อป้องกันมารดาทับหรือตะกุยถีบบุตรขณะ ผึ้งแตะบอระเพ็ดเพื่อขับขี้เทาออก นัยว่า มารดาไม่ได้สติ หรือเมื่อมารดาเกิดหมดลมเบ่ง เป็นการล้างท้องทารก แต่ทารกยังออกมาไม่พ้นจากปากมดลูกทั้งตัว จากนั้นหมอตำแยจะใช้ผิวไม้ไผ่หรือไม้ หมอตำแยและผู้ช่วยจะได้ช่วยกันรับและดึงทารก รวก บางแห่งใช้เปลือกหอยแมลงภู่ (ลับจน ออกมาได้ทันห่วงที บางคมกริบ และทำ ความสะอาดแล้ว) เตรียมมา ตัดสายสะดือที่ติดกับรก โดยกะให้ ยาวเสมอเข่าของทารกแล้วจึงใช้ด้ายดิบย้อม เมื่อทารกพ้นปากมดลูก หมอตำแยหรือ ผู้ช่วยจะต้องเอามือกดท้องมารดาให้แน่น ใหญ่ห่านว่า “กันรกบินขึ้น” ที่จริงเกรงว่ารก ความผูกสายสะดือให้แน่น ผูกเป็น ๓ ช่วง จะไม่ตามออกมามากกว่า ซึ่งถ้ารกไม่ออกจะ ช่วงแรกห่างจากท้องประมาณ ๓ นิ้ว เว้น ๒ นิ้ว เป็นอันตรายแก่มารดามาก ถ้ารกออกไม่หมด จึงผูกอีกเว้นอีก ๒ นิ้วจึงผูกครั้งสุดท้าย แล้ว ต้องให้มารดานั่งยอง ๆ ใช้ใบพลูม้วนให้เล็กๆ ตัดระหว่างช่วงผูกที่ ๒ และที่ ๓ การผูก ๓ ยอนรูจมูกเพื่อให้จาม รกจะได้ออก จากนั้น ครั้งก็เพื่อให้เลือดหยุดสนิทและเป็นการป้อง จึงให้ดื่มน้ำล้มมะขามเปียกกับเกลือสัก ๑-๒ ถ้วย กันเชื้อโรคไปในตัวด้วย ผู้ใหญ่ท่านว่าสะดือ ว่าช่วยล้างโลหิตที่ตกค้าง ที่จริงนั้นล้มมะขาม รุ่นหรือสะดือโบ้ก็อยู่ตรงที่ผูกสะดือนี้เองแต่ เปียกกับเกลือเป็นยาระบายอ่อนๆ นั่นเอง หลัง แพทย์สมัยใหม่ว่าอยู่ที่ทารกร้องมากหรือน้อย จากนั้นจึงเตรียมอยู่ไฟ อนึ่งนับจากวันคลอด มากกว่า อนึ่ง การตัดสายสะดือสมัยนี้ ตัด ยาวเพียง ๑-๑๐ นิ้วเท่านั้น แล้วผูก ๒ ช่วง จนครบเดือน มารดาจะต้องรับประทานยาขับ เลือดที่ผู้เขียนเคยเห็นมักเป็นยาดองดองกับเหล้า จึงตัดระหว่างช่วงที่ ๑ และ ๒ หญิงชาวบ้านบางคนรับประทานบ่อยมากเลยติด เหล้าไปเลยก็มี ส่วนทารกเมื่อออกมาแล้ว หมอตำแย จะจับนอนคว่ำใช้นิ้วควักเมือกและเลือดใน ปากในคอออกให้หมด ตบกันแรงพอสมควร เพื่อให้ทารกร้อง ถ้าทำ เช่นนั้นแล้วยังไม่ร้อง เลย แสดงว่าคงไม่รอด ผู้ใหญ่ว่าที่ทารกไม่ร้อง อาจมีก้อนเมือกจุกคออยู่ เพราะหมอตำแย กัลยาณมิตร /23 มิถุนา จากนั้นม้วน สายสะดือที่เหลือแนบไปกับท้อง แล้วใช้ปิดแผล (ผ้าพลาสเตอร์) ปิดไว้มิให้ห้อยเกะกะ เมื่อตัดสายสะดือหมอตำแยจะ ขมิ้น สดพอกหรือฝนทาก็ได้ และทายามหาหิงค์บางๆ รอบๆ สะดือ ครั้นสายสะดือหลุดแล้ว หมอ ตำแยจึงเอาใบพลูสดลนควันไฟได้เสม็ด (คือ ได้ที่ทำ จากยางไม้เสม็ด) ให้ร้อนพอประมาณ มาทาบกับสะดือ แล้วโรยผงดินสอพองบ้าง ย^ ๒๕๓๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More