ข้อความต้นฉบับในหน้า
ข
อทอดตัวเป็นสะพาน
ย้อนรอยอดีต
หากเปรียบเส้นทางชีวิตเป็น
ถนนสายหนึ่ง ถนนชีวิตของข้าพเจ้า
ก็มิได้โปรยด้วยกลีบของมวลบุปผา
ชาติตลอดสาย แต่หากเต็มไปด้วย
ขวากหนามที่จะต้องฝ่าฟัน ด้วย
เหตุนี้เองเมื่อข้าพเจ้าต้องการพบ
ความสุขความสำเร็จ ยาวิเศษก็คือ
อุปสรรค
ย้อนรอยอดีตเมื่อ ๒๔ ปีที่ผ่านมา
ชีวิตของเด็กหญิงผิวขาว รูปร่างผอมบาง
และค่อนข้างจะเป็นคนขี้โรคก็ได้เกิด
ขึ้น ณ มุมหนึ่งของประเทศไทย ในดิน
แผนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองเกินร้อย คือ
จังหวัดร้อยเอ็ดนั่นเอง ข้าพเจ้าเป็นบุตร
คนที่ ๓ มีพี่สาว พี่ชาย และน้องสาว
อย่างละหนึ่งคน ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น
ในครอบครัวที่มีคุณยายทวด คุณยาย
คุณน้า และน้องสาวของข้าพเจ้า (ซึ่ง
ต่อมาภายหลังได้ย้ายไปอยู่กับคุณย่าที่
จ.อ่างทอง) บ้านคุณน้าเป็นร้านของชำ
เล็ก ๆ เพราะมีทุนน้อย กำไรก็พอค่าอา
หารในหนึ่งวัน และเหลือพอไว้ทำบุญ
บ้าง ฐานะความเป็นอยู่จึงเข้าลักษณะ
กินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน แต่ก็ไม่เคยขาด
เรื่องการทำทาน ข้าพเจ้าได้ถูกฝึกให้
เป็นคนอยู่ง่ายกินง่ายนอนง่ายมาตั้งแต่
เด็ก ต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง และที่
สำคัญคือต้องช่วยเหลือครอบครัว
ข้าพเจ้าค่อนข้างเป็นคนโชคดี
เพราะมีคุณน้าเป็นครูคนแรกที่สอนให้
เขียนได้อ่านออกก่อนเข้าโรงเรียน เนื่อง
จากเป็นคนช่างสังเกต และชอบการเรียนรู้
ข้าพเจ้าจึงได้รับถ่ายทอดงานฝีมือ การ
ทำอาหารและขนมแบบไทย ๆ ตลอดจน
งานช่างไม้ และไฟฟ้าบ้างเล็กน้อยจาก
คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ และคุณน้า
ข้าพเจ้าเรียนหนังสือชั้นประถมที่
โรงเรียนเทศบาลวัดสระทอง เนื่องจาก
เป็นเด็กตัวสูงที่สุดในห้อง ประกอบ
กับเป็นคนเรียนเก่งมาตลอด ต่อมาจึงได้
รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าชั้นจนเรียน
จบชั้นประถมปีที่ 4 การเป็นผู้นำ ใคร ๆ
ก็เป็นได้ แต่การเป็นผู้นำที่ดีมิใช่ของที่
จะทำได้ง่าย ๆ สำหรับข้าพเจ้าเมื่อเป็น
แล้วก็จะขอทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เป็น
เพราะปัจจัยและสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง
จึงทำให้ข้าพเจ้ามีแนวความคิดค่อนข้าง
ไปทางผู้ใหญ่เกินกว่าวัย ปีสุดท้ายของ
การเรียนชั้นประถม มีเหตุการณ์ ๒ อย่าง
ที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากใจของข้าพเจ้า
ก็คือ ครั้งแรกมีการออกค่ายพักแรมของ
ลูกเสือ ถ้าโดยทั่วไปก็คงไม่มีอะไรแปลก
ใหม่ แต่ได้เกิดพลังของความรักและความ
มีน้ำใจของเด็กหญิงเหล่าอนุกาชาดที่มี
ต่อเพื่อนที่เป็นลูกเสือ พวกเราได้รวบรวม
ปัจจัยกันคนละเล็กละน้อย ถ้าพ่อแม่คน
ไหนศรัทธาก็ร่วมสมทบด้วย เราได้นำ
ปัจจัยที่ได้ไปซื้อขนมและผลไม้แล้ว
ขึ้นรถไปเยี่ยมลูกเสือที่ค่าย ขณะนั้นเป็น
เวลาที่ลูกเสือแต่ละหมู่กำลังปรุงอาหาร
ด้วยความชำนาญในการปรุงเป็นพิเศษ
อาหารที่ออกมาจึงเป็นอาหารที่หาซื้อได้
ยากตามร้านค้าทั่วไป เช่น ข้าวสาม
กษัตริย์ คือมีทั้งแฉะ ทั้งดิบ และทั้งไหม้
ในหม้อเดียวกัน พวกเราชาวอนุกาชาด
จึงแยกย้ายกันไปช่วยลูกเสือปรุงอาหาร
เพราะสงสารกลัวจะได้ทานอาหารพิเศษ
กลางคืนก็สนุกสนานกับการแสดงของ
ลูกเสือแต่ละหมู่ที่เตรียมไว้ คืนนั้นมีคนที่
ไม่ได้อยู่ร่วมงานตลอด ๒ คน คนหนึ่ง
เป็นไส้ติ่งอักเสบจึงถูกนำส่งโรงพยาบาล
และอีกคนคือข้าพเจ้าที่ปวดท้องโดยกะ
ทันหัน คงเพราะฤทธิ์ของโรคกระเพาะ
อาหาร เพื่อนเอายามาให้ทาน ห่มผ้าให้
และนอนพักในห้อง ถึงแม้จะไม่สบายแต่
จิตใจก็เต็มไปด้วยความเบิกบาน หลัง
เลิกงานผู้ใหญ่ท่านหนึ่งก็ขับรถพาพวก
อนุกาชาดกลับมาส่งที่บ้าน
ท่านทั้งหลาย เมื่อโลกยิ้มเราก็
ชอบ เมื่อโลกแย้มเราก็ชม ความมีน้ำใจ
ของมวลชน ใครทุกคนก็ต้องการ โดย
เฉพาะน้ำใจของเด็กเหล่านี้มีหรือที่
ข้าพเจ้าจะลืมได้ลง
ครั้งที่ ๒ เมื่อวันเด็กแห่งชาติมา
ถึง คุณครูให้จัดการแสดงห้องละหนึ่ง
อย่าง ทุกคนในห้องตกลงที่จะแสดงละคร
เรื่องสังข์ทอง ตอนธิดาทั้ง ๗ เลือกคู่
ผู้กำกับจำเป็นก็คือข้าพเจ้าเอง พวกเรา
ซ้อมกันเอง แบ่งแยกหน้าที่กันจัดเตรียม
เสื้อผ้า เครื่องประดับเช่นมงกุฎ ก็เอา
กระดาษมาตัดแล้วติดด้วยเกร็ดเพชรเทียม
บางคนก็ร้อยมาลัย และก็เป็นช่างเสริม
สวยให้กันเอง โดยเฉพาะพระเอกของ
เรื่องก็ใจถึงเหมือนกัน ยอมลงทุนเอา
ถ่านทาตัวจนดำปี นุ่งผ้าแดง ทัดดอกชบา
สีแดง แถมถือไม้พลองด้วย ทำตัวขยุก
๕๒
Kalyanamitra.org