การชนะตัวเอง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2529 ฉบับที่ 8 หน้า 108
หน้าที่ 108 / 128

สรุปเนื้อหา

ยอดของนักรบ ไม่ใช่ผู้ชนะผู้อื่นจำนวนพัน จำนวนแสน ผู้ที่เป็นยอด นักรบแท้นั้น คือผู้ชนะตัวเองได้ ไม่ตกเป็นทาส ของกิเลสร้าย ที่สิงอยู่ภาย ในจิตใจ เพราะถ้ามุ่งอย่างนั้น จะคงเป็นกษัตริย์ ครองโลกิยสมบัติไม่ดีกว่าหรือ? “สุรเสนะเอย! เจ้าพึงสังเกตเถิดว่า ถ้อยคำที่ออกจากพระพุทธศาสนานั้น จะไม่เป็นไปเพื่อฟันบั่นทอนคนชั้น นั้นชั้นนี้ แล้วยกย่องเชิดชูแต่คนชั้นเดียว พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์ปฏิบัติดี ต่อกันทุกชั้น และถ้าจะยกย่องใครแล้ว ก็ยกย่องเพราะความประพฤติดีของผู้ นั้น หาได้ยกย่องเพราะทรัพย์หรือ เพราะวงศ์สกุลไม่ เพราะฉะนั้น ใคร ก็ตามที่สำแดงตนว่าเป็นผู้รู้ ไม่ว่าทาง โลกและทางธรรม ถ้าวาจาของเขาที่ เปล่งออกมานั้น ประกอบด้วยความ ริษยาอาฆาต ความโกรธเคืองขุ่นแค้น ชักจูงเพื่อให้ทำลายผู้ที่ตนชิงแล้ว เจ้า จงทรา

หัวข้อประเด็น

- การชนะตัวเอง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ยอดของนักรบ ไม่ใช่ผู้ชนะผู้อื่นจำนวนพัน จำนวนแสน ผู้ที่เป็นยอด นักรบแท้นั้น คือผู้ชนะตัวเองได้ ไม่ตกเป็นทาส ของกิเลสร้าย ที่สิงอยู่ภาย ในจิตใจ เพราะถ้ามุ่งอย่างนั้น จะคงเป็นกษัตริย์ ครองโลกิยสมบัติไม่ดีกว่าหรือ? “สุรเสนะเอย! เจ้าพึงสังเกตเถิดว่า ถ้อยคำที่ออกจากพระพุทธศาสนานั้น จะไม่เป็นไปเพื่อฟันบั่นทอนคนชั้น นั้นชั้นนี้ แล้วยกย่องเชิดชูแต่คนชั้นเดียว พระพุทธศาสนาสอนให้มนุษย์ปฏิบัติดี ต่อกันทุกชั้น และถ้าจะยกย่องใครแล้ว ก็ยกย่องเพราะความประพฤติดีของผู้ นั้น หาได้ยกย่องเพราะทรัพย์หรือ เพราะวงศ์สกุลไม่ เพราะฉะนั้น ใคร ก็ตามที่สำแดงตนว่าเป็นผู้รู้ ไม่ว่าทาง โลกและทางธรรม ถ้าวาจาของเขาที่ เปล่งออกมานั้น ประกอบด้วยความ ริษยาอาฆาต ความโกรธเคืองขุ่นแค้น ชักจูงเพื่อให้ทำลายผู้ที่ตนชิงแล้ว เจ้า จงทราบเถิดว่า วาจาเช่นนั้นเป็นของ คนผู้ห่างไกลจากพระพุทธศาสนา เพราะ สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงสอนไม่ให้ เป็นทาสของกิเลส อย่าว่าแต่จะสอนให้ รุกรานผู้อื่นเลย แม้เมื่อผู้อื่นมากล่าว จาบจ้วงล่วงเกินแท้ ๆ ท่านยังสอนให้ เรายับยั้งความโกรธ หาวิธีชนะผู้นั้นด้วย ความสงบ เพราะเป็นการยอมเสียน้อย เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียมาก อันอาจเกิด ขึ้นเพราะเราระงับใจไว้ไม่ได้ และเป็น วิธีของอารยชน ดูเถิดสุรเสนะ พระบรม ศาสดาเป็นนักรบ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชา ต่อสู้ แต่คำสั่งสอนของพระองค์กลับ น้อมไปในทางสงบ ในทางไม่ข่มเหง เบียดเบียนใคร กระนี้นี่เล่า อาจารย์ที่ เมืองตักกสิลาทั้งสองท่านจึงพูดเป็น เงื่อนงำไว้ เพื่อให้พ่อได้ไปรับการอบรม ทางจิตใจอีกส่วนหนึ่ง “เมื่อไปถึงเชตวนารามแล้ว ก็ ได้พบผู้คนคับคั่งประหนึ่งว่ามีงาน น่าชม ที่คนเหล่านั้นแม้จะมากแต่ก็สำรวมกาย วาจาไม่เอ็ดอึ้ง พอได้ทราบมาว่า สมเด็จ พระบรมศาสดาทรงโปรดความสงบระงับ ในที่ประชุมภิกษุสงฆ์แม้จำนวนหลาย ร้อย ที่พระองค์ประทับอยู่ด้วย แม้ใคร เพียงแต่จะไอจาม ก็ดูเหมือนมีความ ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเคยมีตัวอย่าง หมู่ภิกษุชาวเมืองอิจฉานังคละผู้ไปเฝ้า จํานวนมาก ส่งเสียงจึงประหนึ่งชาว ประมงแย่งปลากัน สมเด็จพระบรม ศาสดาก็ประทานบทเรียนแก่ภิกษุเหล่า นั้นด้วยการสั่งไม่อนุญาตให้เฝ้า, ต่อ เมื่อพวกเธอเรียบร้อยขึ้น จึงประทาน พระพุทธานุญาตให้เข้าเฝ้าได้ “เมื่อได้เวลาสมเด็จพระศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ก็เสด็จมา ยังธรรมศาลานั้น พระพุทธลักษณะ อันงดงามมีสง่า พระอาการอันเช่มช้อย ละมุนละไมช่างจูงใจให้น่าเลื่อมใสเหลือ เกิน เมื่อพวกเราถวายบังคมกันเรียบ ร้อยแล้ว พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมที่ พ่อจ๋าได้แต่ใจความว่า “ความสุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี คนที่มีไฟคือ ความรัก ความชัง และ ความหลง เผาอยู่ในจิตย่อมเป็นผู้มอง ไม่เห็นความจริง เมื่อใจถูกกิเลสทำร้าย จะพูดจะทำก็ล้วนแต่เป็นไปในทางก่อ ทุกข์, ครั้งหนึ่งตถาคตท่องเที่ยวไปใน แคว้นมคธ วัสสการพราหมณ์มหา อำมาตย์แคว้นนั้นได้มาหาตถาคต แล้ว เล่าความที่ตนมีความเห็นว่า อะไรก็ ตามที่เราได้เห็นได้ยินหรือได้ทราบ ถ้าเราพูดไปตามที่รู้เห็นนั้นแล้วก็ไม่มี โทษอะไร ตถาคตได้ตอบไปว่า เรา ไม่กล่าวว่าสิ่งที่ได้เห็นได้ยินและ ได้ทราบนั้น จะเป็นของควรกล่าวเสมอ ไป ถ้ากล่าวไปแล้วเป็นเหตุให้ธรรม ฝ่ายชั่วเจริญ ธรรมฝ่ายที่เสื่อมก็ ไม่ควรกล่าว แต่ถ้ากล่าวไปแล้วเป็น พูด. เหตุให้ธรรมฝ่ายชั่วเสื่อม ธรรมฝ่ายดี เจริญก็ควรกล่าว ตถาคตสรรเสริญผู้พูด เป็นสัตย์จริง แต่ต้องเป็นผู้รู้กาลที่ควร คนที่เกิดมาแล้วมีขวานเกิดมาใน ปากด้วย คนพาลกล่าววาจาชั่วหยาบ ย่อมชื่อว่าใช้ขวานนั้นฟันตัวเอง, ใคร จะทำการใด ๆ ก็ตาม ถ้ามีความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นรากเง่าแล้ว Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More