ข้อความต้นฉบับในหน้า
เรียนถามข้อสงสัยนั้น พระตอบว่าได้
ท่ากติกากันไว้ว่าเวลาทำสมณธรรมให้
แยกกันอยู่
“สมณธรรมนั้นคืออะไรเล่า
พระคุณเจ้า?” อุบาสิกาถาม
พระตอบว่า
“พวกอาตมาทำการสาธยาย
อาการ ๓๒ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
เป็นต้นว่า โดยความเป็นของปฏิกูล
คือไม่สะอาด และพิจารณาความ
สิ้นและความเสื่อมในอัตภาพอยู่
“การสาธยายและพิจารณาอย่าง
นั้น สมควรแก่พวกท่านเท่านั้นหรือ?
ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้าบ้างหรือ?”
“อุบาสิกา! ธรรมนี้ พระศาสดา
มิได้ทรงห้ามผู้ใด, ใครจะสาธยายก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นขอได้โปรดบอกแก่
ข้าพเจ้าบ้าง”
ภิกษุได้ให้อุบาสิกาเรียนอาการ
๓๒ แล้ว
10
อุบาสิกา สาธยายอยู่ไม่นานนัก
ก็ได้บรรลุอนาคามิมรรค อนาคามีผล
ก่อนภิกษุเหล่านั้นเสียอีก นอกจากนี้
ยังได้ปฏิสัมภิทา ๔ และโลกียอภิญญา
๕ อีกด้วย (เว้นอาสวักขยญาณ นอก
นั้นเป็นโลกียอภิญญามีอิทธิวิธี แสดง
ฤทธิ์ได้และทิพจักษุตาทิพย์เป็นต้น)
นางได้ออกจากสุขอันเกิดแต่มรรค
และผลแล้ว ตรวจดูด้วยทิพจักษุ ใคร่
ครวญอยู่ว่า “เมื่อไรหนอพระคุณเจ้า
* ได้เป็นพระอนาคามี พระอริยบุคคลชั้นที่ ๓
ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ จะไปทำ
ความเพียรต่อในชั้นพรหม จะไม่ลงมาเกิดอีก
ด
ทั้งหลายจักบรรลุธรรมนี้” รู้ว่า “พระคุณ
เจ้าทั้งหมดยังมีราคะ โทสะและโมหะ
ยังไม่ได้แม้แต่ฌานและวิปัสสนา อุปนิสัย
แห่งอรหัตมรรคผล ของพระคุณเจ้ามี
อยู่หรือไม่หนอ?” ได้เห็นว่ามีอยู่ จึงรำพึง
ต่อไปว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายยังขาด
อะไรอยู่เสนาสนสัปปายะ? เพียง
พอสบาย, บุคคลสัปปายะ? แม้ข้อนี้ก็มี
ได้ขาด, อาหารสัปปายะ อาหารอัน
=
เป็นที่สบายมีอยู่หรือไม่หนอ?”
นางได้เห็นว่า พระคุณเจ้าทั้ง
หลายยังขาดอาหารอันเป็นที่สบาย หรือ
อาหารอันสมควรแก่การทำความเพียร
ตั้งแต่วันนั้นมา นางสั่งให้จัดอาหารอัน
ประณีตหลายอย่างไปถวายแล้วแต่จะ
เลือกฉัน
เมื่อภิกษุได้อาหารอันเป็นที่สบาย
สรีระกระปรี้กระเปร่า จิตก็ดิ่งลงสู่อารมณ์
เดียว เจริญวิปัสสนาไม่นานนักได้บรรลุ
อรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
เธอเหล่านั้นระลึกถึงอุปการะของอุบาส
กาว่า การแทงตลอดมรรคครั้งนี้ เพราะ
ได้อาศัยอาหารอันดีของอุบาสิกา
เมื่อออกพรรรษา ปวารณาแล้ว
ภิกษุเหล่านั้นได้ลาอุบาสิกาเพื่อไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคที่เชตวันมหาวิหาร
อุบาสิกาได้ตามมาส่งในสถานที่ควร
กล่าวคำอันเป็นเหตุให้ระลึกถึงและขอ
ร้องให้ภิกษุเหล่านั้นมาเยี่ยมอีก แล้ว
กลับสู่เรือนของตน
ฝ่ายภิกษุเหล่านั้นเข้าเฝ้าพระ
ศาสดา เมื่อตรัสถามถึงเรื่องต่าง ๆ มี
เรื่องอาหารบิณฑบาตเป็นต้น ภิกษุ
เหล่านั้นทูลเล่าถึงอุปการะของอุบาสิกา
มิ
ผู้เป็นมารดาของนายมาติกะ และสรร
เสริญอุบาสิกานั้นเป็นอเนกประการ เช่น
เป็นผู้ถวายอาหารบิณฑบาตอันประณีต
และสามารถรู้วาระจิตของพวกตนว่า
ต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไรเป็นต้น
ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่เฝ้า ได้สดับ
คำสรรเสริญคุณของอุบาสิกาแล้ว ปรารถนา
จะไปอยู่ที่บ้านนั้น จึงเรียนกรรมฐาน
จากพระศาสดา ทูลลาไป เมื่อไปถึง
วิหารในบ้านป่านั้นจึงคิดว่า “เขาเล่าลือ
กันว่า อุบาสิการู้วาระจิตของผู้อื่น บัดนี้
เราเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ไฉนหนอ
นางจะพึงส่งคนมาปัดกวาดวิหาร”
อุบาสิกานั่งอยู่ในเรือน ทราบ
ความนั้นแล้วจึงส่งคนไปปัดกวาดวิหาร
ต่อจากนั้น ภิกษุคิดถึงอยากดื่ม
น้ำละลายน้ำตาลกรวด วันรุ่งขึ้นอยาก
ฉันข้าวต้ม และแกงอย่างใด อุบาสิกาก็
ท่านทั้งหลาย!
พวกเรา
ไม่ควรประมาท
หากเราประมาท
มหานรก
- ขุมคงจัก
ต้องเป็น
เช่นเรือนนอน
ของพวกเรา
เป็นแน่แท้
Kalyanamitra.org
๖๙