ข้อความต้นฉบับในหน้า
55
เท่าที่ควร ความเดือดร้อนวุ่นวายต่าง ๆ
จึงเกิดขึ้นทั่วไปในสังคม แม้ในวงการ
ยุติธรรมก็ไม่เว้น
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคน โดย
เฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
กับวงการยุติธรรม จะต้องพิจารณา
ตนเองว่า มีคุณธรรมพอที่จะให้ความ
ยุติธรรมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพียงใด
จริยธรรมของนักกฎหมายไทย
ตั้งแต่โบราณกาล ปรากฏอยู่ในกฎหมาย
ตรา ๓ ดวง ลักษณอินทภาษว่า “ผู้ใด
เป็นผู้พิพากษา จึงตัดสินคดีความโดย
ยุติธรรม ปราศจากอคติ ๔ ประการคือ
ฉันทาคติ โห คติ โมหาคติ และกา
ที่ว่าปราศจากฉันทาคติ คือ
ตัดสินคดีความโดยทำใจให้เที่ยงตรง
ไม่ลำเอียงเพราะรักใคร่ชอบพอกัน
แม้ว่าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็น
บิดามารดา ญาติสนิทมิตรสหายก็ตาม
จิตที่ประกอบด้วยฉันทาคตินี้ แก้
ได้ด้วยการให้ความเมตตากรุณา แก่คู่
ความเสมอหน้ากัน ไม่ว่าคู่ความจะเป็น
ใคร มีฐานะอย่างไร ก็ไม่ลำเอียง ไม่ยอม
กดขี่โจทก์จำเลย ให้พ่ายแพ้แก่กันด้วย
อำนาจแห่งตน แล้วจึงใช้อุเบกขารม
กํากับ คือวางใจให้เป็นกลาง ตัดสินคดี
ความตามข้อเท็จจริงและตัวบทกฎหมาย
เท่านั้น
จริยธรรมข้อเมตตาธรรมนี้สำคัญ
มาก แม้กฎหมายก็ยังบัญญัติรับรองไว้
ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติในประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5
ที่ว่า
“ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า
บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต”
และตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๗
กําหนดไว้ว่า
“ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัย ซึ่ง
น้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จนกว่า
จะแน่ใจว่า มีการกระทำผิดจริง และ
จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่า
จําเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประ
โยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
นอกจากนี้ ยังมีคำพิพากษาฎีกา
ที่ ๑๖๓/๒๕๕๔ กล่าวว่า
“จำเลยผู้ต้องหาทางอาญา ถูก
คุมขังในระหว่างพิจารณากินเปล่ามา
ช้านาน การอุทธรณ์ฎีกาก็โยกโย้ เสีย
เวลาไม่น้อย น่าสมเพชแก่ผู้ยาก ควรจะ
ใช้ดุลพินิจให้ประกันไป ให้จำเลยสู้ความ
ระหว่างพิจารณาได้ จะเป็นการผ่อนผัน
บรรเทาโทษแก่สัตว์ผู้ยาก เป็นบุญกุศล
อยู่แก่ผู้พิพากษา ซึ่งมีใจเมตตาเอ็นดู”
และคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๗/
๒๕๕๕ ความว่า
“ขอให้ตั้งสติสังวรและรำลุกไว้ว่า
ความเที่ยงธรรมอันประกอบด้วยเมตตา
ปราณีนี้ มีในผู้เป็นใหญ่ ผู้มีอำนาจว่า
ราชการในแห่งหนตำบลใด ๆ ได้ชื่อว่า
นําความสุขสมบูรณ์มาสู่ประเทศนั้น
และเป็นมิ่งขวัญและกำลังของแผ่นดินที่
ยั่งยืน”
ที่ว่าปราศจากโทสาคติ คือ
ตัดสินคดีความ โดยทำใจไม่ลำเอียง
เพราะโกรธเคือง หรือพยาบาทมาดร้าย
คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน
จิตที่ประกอบด้วยโทสาคติ แก้ได้
ด้วยการหมั่นฝึกใจให้มีความอดทน
รู้จักให้อภัยทาน แผ่เมตตาปรารถนา
ให้ผู้อื่นเป็นสุขอยู่เนืองนิตย์ นอกจากนี้
การฝึกสมาธิเป็นประจำจะช่วยได้มากที
เดียว ทำให้ใจที่เคยขุ่นมัว กลับเป็นใจที่
ผ่องใส มีความสุขุม เยือกเย็น คู่ควรกับ
หน้าที่การงานอันสำคัญยิ่ง
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ไม่สามารถ
ระงับความโกรธได้ ก็ควรถอนตนจาก
การพิจารณาคดีนั้นเสีย ยังจะได้ชื่อว่า
เป็นผู้ผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม
ที่ว่าปราศจากโมหาคติ คือ
ตัดสินคดีความ โดยทำใจไม่ลำเอียง
เพราะความหลง คืออวิชชา ความไม่รู้
จริงในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย
จิตที่ประกอบด้วยโมหาคติ แก้
ได้ด้วยวิชชา คือ ฝึกจิตให้สว่างไสว
พร้อมกับขวนขวายศึกษาหาความรู้ใน
ตัวบทกฎหมาย และแนวคำพิพากษา
ฎีกาต่าง ๆ ซึ่งท่านผู้รู้ได้ตัดสินเป็น
บรรทัดฐานไว้ก่อนแล้ว นอกจากนี้ยัง
ต้องหัดเป็นคนช่างสังเกต ไม่ประมาท
ในการชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงตล
งตลอดจน
พยานหลักฐานต่าง ๆ อย่างถ้วนถี่ในคดี
ทั้งปวง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
แก่คู่กรณีมากที่สุด
ทีว่าปราศจากภยาคติ คือ ตัด
สินคดีความ โดยทำใจไม่ลำเอียง เพราะ
ความเกรงกลัวหรือหวั่นไหวในอิทธิพล
ของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
จิตที่ประกอบด้วยภยาคติ จึงแก้
ได้ด้วยเวสารัชชกรณธรรม คือธรรมที่
ทำความกล้าหาญให้เกิดขึ้น
ให้เกิดขึ้น ๕ ประการ
ดังต่อไปนี้คือ
๑. ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ
เชื่อว่าธรรมย่อมชนะอธรรม เชื่อว่าทำ
ดีย่อมได้ดี กล่าวคือ เมื่อเราให้ความ
เป็นธรรมแก่คู่ความเสมอหน้ากัน ไม่
เลือกที่รักผลักที่ชัง พยายามปฏิบัติหน้าที่
Kalyanamitra.org