ข้อความต้นฉบับในหน้า
วาดคว
“ลูกอะไร” พระเจ้าพรหมทัตตรัสถาม แต่ไม่มีใครทราบ เสนาอำมาตย์ทั้งหลายต่างกราบทูลเสนอให้
หาพรานป่ามาสอบถาม เมื่อพรานป่าเห็นผลมะม่วงนี่แล้ว ก็กราบทูลว่า
“ผลไม้นี้คือ ผลมะม่วงจากป่าหิมพานต์พระเจ้าข้า”
“แปลกจริง เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย มะม่วงอะไร ลูกโตอย่างกับลูกมะพร้าว ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร
คือ....พรานป่า”
“มะม่วงนี้มีรสหอมหวานอร่อยกว่ามะม่วงทั่วไปพระเจ้าข้า”
พระเจ้าพรหมทัตจึงหยิบพระแสงกริบมาฝานมะม่วงส่งให้พรานป่ากิน เมื่อพรานป่ากินแล้ว พระองค์ก็
เสวยบ้าง พร้อมกันนั้นก็ทรงผ่านส่งให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายรับประทานโดยทั่วกัน
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตได้เสวยมะม่วงผลนั้น ก็ทรงรู้สึกว่า รสชาติของมะม่วงนี้ช่างอร่อยอย่างวิเศษเหลือ
เกิน เสวยแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจ มีพละกำลัง จึงตรัสถามพรานป่าถึงวิธีการที่จะไปเก็บมะม่วงที่ต้นนั้น พรานป่าจึง
อาสานำเสด็จไป
พระเจ้าพรหมทัตเสด็จขึ้นไปตามแม่น้ำคงคา โดยผูกเรือติดกันเป็นขบวน เสด็จรอนแรมไปจนกระทั่ง
ถึงมะม่วงยักษ์ต้นนั้น
พระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงใหญ่โตราวกับภูเขา แผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่น ใต้
ต้นมะม่วงก็เป็นลานราบเรียบ จึงโปรดให้ข้าราชบริพารทั้งหลายผูกเรือไว้แล้วจัดทำที่พักที่โคนต้นมะม่วง
ทรงให้เก็บมะม่วงมาเสวยพร้อมพระกระยาหารรสเลิศอื่น ๆ แล้วบรรทมหลับไปในค่ำนั้นเอง
ในเวลาเที่ยงคืน พญากระบี่และบริวารทั้งแปดหมื่นตัวได้มาเก็บมะม่วงกินตามปกติ ลิงทั้งหลายต่าง
ห้อยโหนโจนทะยาน เก็บมะม่วงจากกิ่งนี้ แล้วห้อยโหนตัวไปกิ่งโน้นตามประสาลิง
- พระเจ้าพรหมทัตได้ยินเสียงกระบี่อยู่บนต้นไม้ จึงมีรับสั่งให้ทหารพวกแม่นธนูคอยดักยิงล้อมไว้
อย่าให้พวกลิงหนีไปได้ พระองค์ตรัสว่า
“พวกเจ้ายิงธนูล้อมไอ้ลิงพวกนี้ไว้ อย่าให้รอดไปได้นะ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะกินเนื้อลิงกับมะม่วง!”
ฝูงกระบี่เห็นทหารแม่นธนูรายล้อมต้นมะม่วงไว้ก็ตกใจกลัว ส่งเสียงร้องอย่างอกสั่นขวัญแขวน
พญาวานรจึงปลอบใจบริวารทั้งหลายว่า
“พวกเจ้าอย่าตกใจกลัวเลย เราจะช่วยชีวิตพวกเจ้าเอง”
Kalyanamitra.org
กั ล ย า ณ ม ต ร
๒๙