การเดินทางสู่พระรัตนตรัย วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 5 หน้า 52
หน้าที่ 52 / 128

สรุปเนื้อหา

แต่บุคคลเปล่งคำขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ว่า พุทธ์ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมม์ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ, สามครั้ง เพื่อแสดงความจริงใจ ถ้าจะแปลกัน ให้ตรงตามไวยกรณ์แล้ว คจฺฉามินั้นแปลว่า “ข้าพเจ้าย่อมไปสู่” ซึ่งแสดงภาพพจน์ให้เห็น ได้อย่างดีว่า ชาวพุทธถือผู้ที่กำลังเดินทาง จากที่หนึ่ง เพื่อเข้าสู่จุดหมายปลายทางอันหนึ่ง จากที่ไม่ใช่ที่พึ่งสู่ที่ที่เป็นที่พึ่ง จากที่ไม่มั่นคง สู่ที่ที่มั่นคง และปลายทางนั้นคือพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การเป็นชาวพุทธ ก็คือการตั้งเข็มการ เดินทางเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคือ พระรัตนตรัย นั่นเอง แต่นั่นมิได้หมายความว่าได้เข้าถึงตัว เนื้อแท้ของพระรัตนตรัยแล้ว เพียงแต่ประกาศ เจตนารมณ์ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปจะมุ่งหน้าสู่ พระรัตนตรัย ซึ่งตนถือว่าเป็

หัวข้อประเด็น

- การเดินทางสู่พระรัตนตรัย

ข้อความต้นฉบับในหน้า

แต่บุคคลเปล่งคำขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ ว่า พุทธ์ สรณ์ คจฺฉามิ, ธมม์ สรณ์ คจฺฉามิ, สงฆ์ สรณ์ คจฺฉามิ, สามครั้ง เพื่อแสดงความจริงใจ ถ้าจะแปลกัน ให้ตรงตามไวยกรณ์แล้ว คจฺฉามินั้นแปลว่า “ข้าพเจ้าย่อมไปสู่” ซึ่งแสดงภาพพจน์ให้เห็น ได้อย่างดีว่า ชาวพุทธถือผู้ที่กำลังเดินทาง จากที่หนึ่ง เพื่อเข้าสู่จุดหมายปลายทางอันหนึ่ง จากที่ไม่ใช่ที่พึ่งสู่ที่ที่เป็นที่พึ่ง จากที่ไม่มั่นคง สู่ที่ที่มั่นคง และปลายทางนั้นคือพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การเป็นชาวพุทธ ก็คือการตั้งเข็มการ เดินทางเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายคือ พระรัตนตรัย นั่นเอง แต่นั่นมิได้หมายความว่าได้เข้าถึงตัว เนื้อแท้ของพระรัตนตรัยแล้ว เพียงแต่ประกาศ เจตนารมณ์ว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปจะมุ่งหน้าสู่ พระรัตนตรัย ซึ่งตนถือว่าเป็นสรณะของตน นั่นเอง รูปแบบในการนับถือศาสนาจึงต่างกัน ในขณะที่ชาวพุทธเห็นว่าขบวนการในการ นับถือศาสนานั้นเป็นวิวัฒนาการ หรือขบวน การอย่างหนึ่งเพื่อเข้าสู่จุดหมายปลายทาง ของตน ชาวตะวันตกกลับเห็นเป็นการเชื่อ หรือยึดถืออะไรสักอย่างหนึ่ง สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงส่วน หนึ่งในสิ่งละอันพันละน้อยที่อาตมาได้สังเกต จากการพูดคุย และศึกษาวัฒนธรรมตะวันตก ไปพร้อม ๆ กับตะวันออก และที่แน่ที่สุดคือ ความรู้ในเรื่องภาษาบาลี-สันสกฤตนั้น ได้ช่วย ให้อาตมาเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ดีขึ้นมากทีเดียว การที่ได้มาศึกษา ณ มหาวิทยาลัย แห่งนี้ นอกจากเปิดโอกาสให้อาตมาได้ เรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมตะวันตกดีขึ้นแล้ว ทีนี่ เขาเป็นชาวอินเดียอายุราวสามสิบปีเศษ แต่งกายเรียบร้อยและทันสมัยและบอกว่า ขณะนี้เขากำลังเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ กำลัง มีความเครียดมาก และอยากผ่อนคลาย อารมณ์เหล่านี้ อาตมาจึงเริ่มสอนสมาธิให้ หลังจากนั่งไปได้สักครึ่งชั่วโมง เขาก็ กำหนดดวงนิมิตได้ใส ชัดเจนแต่ยังไม่สว่าง แต่รู้สึกสงบและใจสบายมาก หลังจากนั้นก็ขอ มาร่วมนั่งสมาธิอีกทุกสัปดาห์ พอเรารู้จักกันดีแล้ว เขาก็เล่าชีวประวัติ ของตนเองให้อาตมาฟังว่า เขามีภูมิลำเนาเดิม อยู่อินเดีย แต่ไปเติบโตที่ประเทศเคนย่า เพราะพ่อแม่อพยพไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่เขายังเล็ก พออายุได้ ๑๔-๑๕ ปี ก็หลบหนีเข้าเมือง อังกฤษมาอย่างผิดกฎหมาย เริ่มทำงานหาเงิน ไปด้วยเรียนไปด้วย จนเก็บเงินเก็บทองไปทำ ธุรกิจบางอย่างของตนเองได้และสามารถ สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกด้วย จนสามารถ ศึกษาในระดับปริญญาเอกในอ๊อกซฟอร์ด ในที่สุด เขามีแรงบันดาลใจอย่างมหาศาล และยอม ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ลำบากทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา และก็ได้ตั้ง เป้าหมายในชีวิตไว้ว่า เมื่ออายุ ๒๕ ปี เขาจะ ต้องมีเงินสดในธนาคารไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านปอนด์ อังกฤษ และขณะที่เขาพูดอยู่นั้นเขามีเงินอยู่แล้ว 5 แสนปอนด์ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความทะยาน อยากระดับนี้ จะไม่สร้างความเครียดอย่าง มหาศาลในหัวใจของเขา ในปัจจุบันสังคมอังกฤษกำลังจับตา ดูกลุ่มชาวอินเดีย ซึ่งเคยเข้ามาตั้งรกราก แบบเสื่อผืนหมอนใบ สร้างเนื้อสร้างตัวของ ยังทำให้ได้รู้จักกับคนที่หาได้ยากจากมุม ตนเองจากฐานะที่ไม่มีอะไรเลยจนเป็นนักธุรกิจ ๆ ต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย เพราะอ๊อกซฟอร์ด นั้นได้ชื่อว่าเป็น ศูนย์รวมของบุคคล พิเศษ ๆ มากที่สุดในอังกฤษก็ว่าได้ มีอยู่วันหนึ่งมีนักศึกษาปริญญาเอกคน หนึ่ง จากภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัย มาหาอาตมาถึงที่พักและขอเข้ามาร่วมฝึก สมาธิด้วย เพราะได้ข่าวว่ามีการสอนสมาธิ กั ล ย า ณ ม ต ร ใหญ่โต ชาวอินเดียนั้นมีโครงสร้างสังคม ครอบครัวที่แน่นแฟ้นและทำงานอย่างอาบเหงื่อ ต่างน้ำ และยังมีชั้นเชิงในการทำธุรกิจที่ไม่มี ใครจะเอาเปรียบได้ ชาวอังกฤษเจ้าของ ประเทศกลับตกเป็นเบี้ยล่างไปอย่างน่าเสียดาย ตามโรงเรียนชั้นนำต่าง ๆ ทั่วประเทศอังกฤษ ปรากฏว่านักเรียนที่สอบได้คะแนนดีเยี่ยมนั้น เป็นชาวอินเดียเกือบทั้งหมด และมีนักธุรกิจ ชาวอินเดียจํานวนไม่ต่ำกว่าหกร้อยคน ซึ่งมี เงินเก็บในธนาคารไม่ต่ำกว่า ๑ ล้านปอนด์ และทั้งหมดเป็นผู้ที่เข้ามาตั้งรกรากเริ่มต้น จากเลขศูนย์ทั้งสิ้น และในอนาคตอันใกล้นี้ ก็น่าจะเชื่อได้ว่า นักศึกษาอินเดียคนนี้ก็คงจะ เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มหกร้อยกว่าคนนี้ด้วย หลังจากนั้นนักศึกษาคนนี้ก็ได้เล่าให้ อาตมาฟังว่า เขามีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งเป็น นักการเมืองชื่อดัง เป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยม (Liberal) ของอังกฤษ ชื่อนายเดวิด สตีล (David Steel) ซึ่งเคยรู้จัก เป็นเพื่อนบ้าน กันตั้งแต่เขายังอยู่เคนย่า เขาได้ไปเล่าให้นาย เดวิดฟังถึงเรื่องของอาตมาและการนั่งสมาธิ แบบนี้ เขาให้สัญญาว่าวันหลังจะพานาย เดวิดมาพบกับอาตมาที่ห้องพัก มันเป็นเรื่องที่เชื่อได้ยากเต็มที่ว่า นัก การเมืองระดับผู้นำของชาติของอังกฤษจะมารู้จัก มักจี่กับนักศึกษาคนหนึ่ง จนถึงกับจะมาเยี่ยม เยือนอาตมาถึงที่นี่ อาตมาจึงเพียงฟังหูไว้หู เท่านั้น และเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเช่นกันในค่ำ วันหนึ่ง เมื่ออาตมาเปิดประตูห้องออกไปพบ กับชาวอังกฤษเชื้อสายสก็อตแลนด์คนหนึ่ง แต่งตัวในชุดสากลสีน้ำตาล แนะนำตัวเองว่า เขาคือนายเดวิด สตีล มาเยี่ยมอาตมาพร้อมกับ เพื่อนสนิทชาวอินเดียคนนั้น ตามที่ได้เคยบอก ไว้นั่นเอง อ่านต่อฉบับหน้า
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More