ข้อความต้นฉบับในหน้า
ธมฺมวิตกโกภิกขุ (พระยานรรัตน
ราชมานิต) ผู้ประศาสน์ โลกุตร
ธรรม “มหาสติปัฏฐาน ๔”
บรรพชาเป็นพระภิกษุ ณ วัดเทพ
ศิรินทราวาส
เสถียร โพธินันทะ เป็นพระที่เยี่ยมมาก ผมก็
เลยไปบวชวัดเทพศิรินทร์ฯ อยู่ถัดจากห้องเจ้า
คุณนรฯ สัก ๓ ห้อง แถวเดียวกันอยู่คณะหลวง
ผมก็ไปอยู่ พระที่นั่นก็บอกว่าท่านไม่คุยกับ
ใคร ท่านออกจากกุฏิก็ไปลงโบสถ์ ไปทำวัตร
เช้า ทำวัตรเย็น พอเสร็จก็กลับกุฏิไม่ไปหา
ใคร ถ้าคุณบุญยงอยากจะคุยก็ต้องไปดัก
ตอนท่านลงจากโบสถ์ตอนเย็น ๆ สวดมนต์
เสร็จแล้ว ตอนนั้นละจะคุยได้ ท่านไม่ยอมเข้า
กุฏิใคร ท่านจะยืนคุย แล้วพระบวชใหม่เขา
เรียกพระนวกะเคยไปแกล้งท่าน บอกว่า
เรา ๕-๖ คน ผลัดกันไปยืนคุยนะ คนหนึ่ง
ไปคุยสัก ๕ นาที ๑๐ นาที แล้วก็ผลัดไปผลัด
มาจะได้ไม่เมื่อย จะได้กลับมานั่งอะไรอย่างนี้
นะฮะ แล้วไปคุยปรากฏว่า ท่านยืนได้เป็น
ชั่วโมง ๆ ท่านไม่เมื่อยนะฮะ พระนวกะเมื่อย
ไปตาม ๆ กัน
ท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านจบรัฐศาสตร์
รุ่นแรกของจุฬาฯนะ แล้วท่านไปเรียนปริญญา
โทต่อที่อเมริกา มีคู่หมั้นด้วย หมั้นกันด้วย
ท่านเป็นพระยาพานทองตั้งแต่อายุ ๒๕ แล้ว
เผอิญเมื่ออายุ ๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัว รัชกาลที่ 5 สวรรคต ท่านก็ไปบวช
ให้ ที่นี้ ท่านเป็นพระยาพานทองมียศถา
บรรดาศักดิ์ แล้วเป็นคนที่มีชื่อเสียงมาก เป็น
คนที่มีความรู้แล้วก็มีรถยนต์คันเดียวในประ
เทศไทย ท่านเล่าให้ผมฟัง ไม่มีใครมี มีแต่
ท่านมี แล้วท่านมีเงินมีทองแยะ มีที่ดินอะไร
ต่ออะไรแยะเลย ท่านทั้งหมด แล้วมาบวช
แสดงว่า ท่านวางแนวชีวิตของท่านไปในทาง
เดียวกับพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น เรื่องที่
ท่านสอน ท่านก็สอนในแนวนี้ ไม่มีแนวต่ำ ๆ
เลย นั่นเป็นแนวโลก ท่านจะสอนผมถึง
เรื่อง มหาสติปัฐาน ๔ กายในกาย เวทนา
ในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ๔
อย่างนี้นะฮะ ท่านสอนผมอยู่ ๒ อย่าง
หนึ่งคือ มหาสติปฐาน ๔ อีกอย่างหนึ่ง
คือ วิธีนั่งสมาธิตามแบบอานาปานสติ
ของท่าน แล้วผมถามท่านว่านั่งสมาธิมีประ
โยชน์อย่างไร ท่านก็บอกว่าเวลาจิตสงบแล้ว
รู้สึกสบาย พอจิตนิ่งเป็น เอกัคคตาจิต จิตนิ่ง
สบาย ผมถามมันสบายยังไง ท่านบอกว่ามัน
สว่างขึ้นที่ในหัวนี่ผมบอกว่าสว่างเป็นแสงยังไง
ท่านบอกว่าเหมือนแสงจันทร์ เหมือนแสงจันทร์
นวลสบาย พอสว่างขึ้นจะสบาย แล้วจะไม่
เหนื่อย ทั้งคืนนั่งได้ไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ
เลือดลมจะเดินดีหมด ท่าไหนก็ท่านั้นถ้า
จิตมันนิ่งนะฮะ ท่านบอกตัวมันเบาขึ้นเลย
นี่เป็นสิ่งที่ท่านสอนผม”
ผ ล แ ห่ ง ก า ร บ ว ช
“หลักธรรมมาใช้กับการทำงานนั้นได้
มาจากการบวช เพราะเราเห็นว่าพระพุทธเจ้า
ตรัสไว้ถึงเรื่อง อิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ
จิตตะ วิมังสา ก็ได้เห็นว่า เมื่อเราทำงาน
ก็สามารถนำมาใช้ได้นี่
ฉันทะ คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าคือ ความพอใจ
มีใจรักที่จะทำงาน
วิริยะคือ ความขยันหมั่นเพียร
จิตตะคือ เอาใจจดจ่อคิดอยู่เสมอ ๆ
วิมังสาคือ ในทัศนะของผมนะคือ การ
ประเมินผล ซึ่งผมเห็นว่ามันเข้ากับหลักธุรกิจ
ได้เป็นอย่างดี ไม่น่าจะมีอะไรขัดกัน ได้นำมา
ใช้แล้วก็ได้ผลดีตลอดมา อย่างเวลานี้ผมมี
งานมาก งานมากจริง ๆ เข้ามาสักสิบชิ้น เรา
ทำได้ห้าชิ้น บางครั้งเกิดความไม่สบายใจ
เราทำงานไม่หมด แต่เพราะความปล่อยวาง
นะฮะ เราทำได้แค่นี้ก็แค่นี้ ไม่ต้องกลุ้มอก
Kalyanamitra.org
กั ล ย า ณ ม ต ร
๕๕