ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนที่เกิดมาแล้วจะต้องตาย
ในวันหนึ่ง ไม่เร็วก็ช้า ไม่ตายก็ตายร้าย เมื่อมันเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่พ้น
เราก็ควรเผชิญหน้ากับมันด้วยจิตใจเข้มแข็งด้วยจิตใจเป็นกุศล
ด้วยขวัญอันดี ตายไปแล้วจะได้ไปสู่สุคติ ถ้ากลัวตายจนขวัญหนีดีฝ่อ
จะตายด้วยความหลงลืมสติ ตายด้วยจิตเศร้าหมอง มีหวังไปสู่ทุคติ
ฉะนั้นไม่ควรกลัวความตาย »>>
ท่านอาจารย์หยุดพักอีกครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า “ความ
จริงชีวิตร่างกายไม่ใช่สิ่งน่าอภิรมย์นัก พระพุทธองค์
ตรัสไว้ว่า ภารา หเว ปัญจัก ขันธา ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นภาระ
อันหนักแล เราจะต้องบำรุงเลี้ยง จะต้องแบกหาม จะต้อง
ทะนุถนอมรักษา เต็มไปด้วยความทุกข์ความเจ็บปวด
2
“ถ้าเธอรู้อย่างนี้ เธอก็จะบรรเทาความกลัวตาย
ลงได้ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เธอควรจะรู้ก็คือความตาย ถ้าเธอรู้
ว่าตายคืออะไรเธอก็จะไม่กลัวตาย ตามความเป็นจริง
นั้น เธอตายอยู่ทุกขณะ เกิดอยู่ทุกขณะ ในทางรูปขันธ์
เซลล์ต่าง ๆ อันเป็นส่วนประกอบของร่างกาย ตายเกิด
ชีวิตกระบวนการแก้ทุกข์อันไม่รู้จักสิ้นสุด แก้กันตั้งแต่ 1 สืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา เซลล์เก่าตายลงถูกขับออกมา
เกิดจนตาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอยังจะอาลัยรักหวงแหน เป็นขี้ไคลตามผิวหนัง เซลล์ใหม่เกิดขึ้นมาแทนเซลล์
ถุงเลือดถุงเนื้ออันหนักหน่วงนี้อยู่อีกหรือ?” ชุดแรกที่เธอมีอยู่ในเวลาเกิด เวลานี้ได้ตายไปหมดแล้ว
อาตมาพิจารณาตามกระแสคำสอนของท่าน ไม่มีเหลือเลย เซลล์ที่เธอมีอยู่ในขณะนี้เป็นชุดใหม่
อาจารย์ ก็เห็นได้ทันทีว่า ชีวิตร่างกายไม่ใช่สิ่งน่ารัก | ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ร่างกายของเธอเวลานี้กับร่างกาย
น่าหวงแหนอะไร กลับเป็นเสมือนถุงสัมภาระอันหนัก ของเธอเมื่อเป็นเด็ก จึงไม่ใช่ร่างกายเดียวกัน เซลล์
หน่วงที่ควรวางลงอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์กล่าวต่อไป ที่เธอมีอยู่เวลานี้อีกประมาณสิบปีข้างหน้าก็จะตายหมด
แต่เธอก็จะยังคงรักษารูปร่างเดิมไว้ได้ เพราะมันไม่ได้
คล้ายรู้วาระจิตของอาตมาว่า
Kalyanamitra.org
กั ล ย า ณ ม ต ร
๑๑๑