ข้อความต้นฉบับในหน้า
๑๑๖
ค่อยจะได้ส่องกระจกเงาเลย แต่ในเช้าวันนั้นเขาได้ส่อง
ดู ใช่แล้ว เขากำลังเข้าเขตชราภาพ ผมหงอกไหล่เอียง
เขารู้ข่าวว่าผู้ช่วยของเขามาถึงแล้วตั้งแต่คืนก่อน ผู้ช่วย
ของเขาจะเป็นคนอย่างไร จะมองเห็นอะไร ๆ ได้ดีจริง
ไหม น้อยคนนักที่จะแลเห็นอะไร ๆ ได้ดีจริง ๆ
“ข้าแต่พระผู้สร้าง กาลเวลากำลังจะหมดไปแล้ว”
เขาพึมพำในขณะที่เดินฝ่าไปตามทางในตรอก “ข้า
พระองค์แก่แล้วรู้สึกเหนื่อยอ่อน ข้าพระองค์ไม่อยากจะ
ถูกรบกวน”
ขณะนั้นมีห่านป่าบินมาเหนือศีรษะของเขา เขา
แหงนหน้าขึ้นพูด
“เร็วอย่างนี้เจียวหรือ มันมาสู่ทางใต้ในฤดูหนาว
แปลว่ามันรู้ว่าจะหนาวมาก มันรู้ว่าอะไรจะมา ฉะนั้นจึง
เตรียมการไว้”
เขาหัวเราะหึ ๆ “น่าขันที่ความรู้สึกของเราใช้
ประโยชน์ได้น้อยกว่านกและสัตว์ทั้งหลาย ข้าพระองค์
พร่ำบ่นทั้ง ๆ ที่ทราบ โปรดประทานอภัยให้แก่ข้าพระองค์
เถิด พระผู้สร้างงานย่อมเป็นของพระองค์ และการส่ง
คนมาทำงานต่อก็เป็นของพระองค์”
เขากลับมาหลังจากที่ออกไปนานสองชั่วโมง กลับ
มาพร้อมกับการหอบเอาไม้กอชนิดหนึ่งชื่อ โครตน
อาลาบามีสีส (Croton Alabameses) ซึ่งมีสีเขียวอยู่
เสมอและมีใบดก ข้างใต้ใบเป็นสีเงิน มาด้วย ไม้นี้มี
น้อยและมีค่าสูง คาร์เวอร์รู้สึกเป็นสุข และเมื่อเขาไป
รับประทานอาหารเช้าก็ลืมเรื่องวิตกใด ๆ เสียสิ้น บรรยา
กาศในห้องรับประทานอาหารดูเต็มไปด้วยความร่าเริง
สมาชิกในคณะอาจารย์และนิสิตที่ไม่ได้พบกันมาตั้งแต่
เดือนมิถุนายนได้แสดงการต้อนรับกันด้วยการเปล่ง
เสียงยินดีดังก้องไปทั้งห้อง เมื่อได้เข้านั่งโต๊ะตามที่แล้ว
คนหนึ่งได้สะกิดคาร์เวอร์และกระซิบบอกว่า
“นั่นแน่ เขามาแล้ว ดร.คาร์เว่อร์ นั่นผู้ช่วยคนใหม่
ของท่าน"
คาร์เวอร์เงยหน้าขึ้นดู แลเห็นคนสี่คนกำลังเข้ามา
ในห้องโถงและยืนรออยู่ที่ประตูเห็นได้ชัดว่าเป็นคนหน้า
ใหม่ทั้งหมด คาร์เวอร์เพ่งดูด้วยความกระหายอยากรู้
คนไหนกันหนอ เมื่อเขาทั้งหลายเดินเข้ามา ร่างของคน
หนึ่งได้เข้ามาอยู่ในความสังเกตของเขา-คนที่ร่างสูง
รูปหล่อและที่ยิ้มละไมเมื่อเขาหันหน้าไปทางเพื่อนของเขา
แต่มันเป็นเพราะดวงตาหรอกที่จับใจคาร์เวอร์-ดวงตา
-
ที่คมและซึ้ง ดวงตาทั้งสองนั้นเป็นของผู้ที่สามารถ “เห็น”
ได้จริง ๆ
คาร์เวอร์เอนกายพิงผนังและว่า
คนนั้น หวังว่าจะเป็นคนนั้น”
เมื่อคนรับใช้พยักหน้าให้แล้ว “คนนั้น” ก็แยกทาง
จากคนอื่นเดินตรงมาที่โต๊ะของคาร์เวอร์ ยื่นมือออกและ
กล่าวด้วยวาจานอบน้อมอย่างจริงใจว่า
“ดร.คาร์เวอร์ ฉันคือ ออสติน เคอร์ติส”
ต่อมาเขาทั้งสองก็ไปยังที่ทำงาน ชายหนุ่มรู้สึกว่า
จิตใจไม่สงบ เพราะผู้ยิ่งใหญ่คนนี้พูดน้อยเหลือเกิน เขา
พูดเพียงว่า
“ท่านสนใจในเรื่องอะไรบ้าง” “ท่านกำหนดแผน
การไว้ว่าจะทำอะไร” แล้วเขาก็จากไป
คาร์เวอร์จะรับเขาไว้หรือไม่ เป็นปัญหา
- เคอร์ติสเคยได้ยิน เรื่องวิตถารต่าง ๆ ของดร.
คาร์เวอร์มามาก แม้อย่างนั้น
“ข้าพเจ้าไม่เคยพบดวงหน้าที่ประกอบด้วย
ความเมตตามากกว่านี้” ออสติน เคอร์ติสกล่าวในบัดนี้
“มันมากยิ่งกว่าความเมตตาเสียอีกด้วยซ้ำ เรื่องนี้
ข้าพเจ้ามานึกได้ภายหลัง ว่าคุณลักษณะที่ข้าพเจ้ารู้สึกใน
เช้าวันนั้นคือ-นักบุญ ไม่มีคำอื่นที่เหมาะกว่านี้อีกแล้ว”
วันหนึ่งในเวลาเช้าแห่งเดือนกันยายนนั้น เคอร์ติส
ได้ออกเดินเล่นอย่างอยากจะรู้เห็นอะไร ๆ เขายังไม่เคย
มาอาลาบาม่าเลย เขารู้สึกว่าต้นไม้ทั่ว ๆ ไปที่นั่นทำให้
เขาติดใจ เขาได้เห็นดินเหนียวสีแดงและคำนึงถึงสีที่
คาร์เวอร์ได้มาจากดินนั้น เขาเก็บดอกไม้กับเมล็ดสีแดง
จากต้นแม็กโนเลียซึ่งอยู่เหนือศีรษะของเขา เมล็ดบาง
เมล็ดแตกออกขณะที่อยู่ในมือและเขาก็เช็ดนิ้วมือที่เปื้อนนั้น
ขณะที่เช็ดเขาก็คิดสงสัยไปอย่างเรื่อย ๆ ว่าคาร์เว่อร์ได้
คิดที่จะใช้สิ่งนี้ผลิตสีด้วยหรือไม่
เขาได้ครุ่นคิดในเรื่องนี้ต่อมาอีกหลายวัน-
คาร์เว่อร์ก็ยังไม่เรียกไปหา ความคิดกดดันให้เขาแอบ
เข้าไปในห้องทดลองและลงมือทำการทดลอง เวลาได้
ผ่านไป ๆ จนข้างนอกมืดค่ำลง แต่ออสติน เคอร์ติส ก็ไม่
เอาใจใส่กับเวลา ประตูห้องทดลองถูกเปิดออกจน ดร.คาร์
เว่อร์เข้ามายืนอยู่ข้างหลังเขาก็ยังไม่ได้ยินหรือรู้สึก เมื่อ
เขาชูหลอดแก้วขึ้นสูงและหลิ่วตาตรวจดู ก็มีเสียงมาจากที่
ใกล้ ๆ ข้อศอกของเขาว่า
“ของอะไรนั่น”
กั ล ย า ณ ม ต ร
Kalyanamitra.org