ปรัชญาและธรรมกายในทิเบต วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 5 หน้า 86
หน้าที่ 86 / 128

สรุปเนื้อหา

ย่อมถือว่าเห็นถูก" นี่ก็เป็นคำสอนในคัมภีร์มหายานส่วนหนึ่ง ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับเรื่องธรรมกาย ไว้อย่างมากมาย ซึ่งอาตมาก็คิดว่า เป็นคัมภีร์ส่วนหนึ่งซึ่งเก่าที่สุดในพุทธศาสนา ความเห็นเรื่องธรรมกายนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากของวัดพระธรรมกาย หรือของหลวงพ่อ วัดปากน้ำ แม้ในยุคที่เกิด ป ร ช ญ า ม ช ย า ม ก ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ใน ทิเบต นั้ น ๘๔ ก ล ย า ณ ม ต ร ประมาณ พ.ศ.๗๐๐ ต้นแบบคือ นาคารชุน ซึ่งปรัชญาอันนี้ได้กล่าวถึง “ธรรมกาย” ไว้โดยอเนกปริยาย แม้หลักในคัมภีร์ของเขา จะมีอยู่ว่า ธรรมะทั้งหมดนั้นเรียกว่า นิรสภาวะ คือไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร อ่านดูแล้ว อาจจะไม่ตรงกับแนวของธรรมกาย แต่ก็ปรากฏว่า นาคารชุนก็กล่าวถึงคำว่า ธรรมกายไว้ มากมายด้วยกัน แล้วก็พยายามอธิบายหลักปรัชญาของตัวเอง เพื่อเน้นให้เห็นว่าเป็น หลักสำคั

หัวข้อประเด็น

- ปรัชญาและธรรมกายในทิเบต

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ย่อมถือว่าเห็นถูก" นี่ก็เป็นคำสอนในคัมภีร์มหายานส่วนหนึ่ง ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับเรื่องธรรมกาย ไว้อย่างมากมาย ซึ่งอาตมาก็คิดว่า เป็นคัมภีร์ส่วนหนึ่งซึ่งเก่าที่สุดในพุทธศาสนา ความเห็นเรื่องธรรมกายนั้นไม่ได้แตกต่างไปจากของวัดพระธรรมกาย หรือของหลวงพ่อ วัดปากน้ำ แม้ในยุคที่เกิด ป ร ช ญ า ม ช ย า ม ก ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ใน ทิเบต นั้ น ๘๔ ก ล ย า ณ ม ต ร ประมาณ พ.ศ.๗๐๐ ต้นแบบคือ นาคารชุน ซึ่งปรัชญาอันนี้ได้กล่าวถึง “ธรรมกาย” ไว้โดยอเนกปริยาย แม้หลักในคัมภีร์ของเขา จะมีอยู่ว่า ธรรมะทั้งหมดนั้นเรียกว่า นิรสภาวะ คือไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร อ่านดูแล้ว อาจจะไม่ตรงกับแนวของธรรมกาย แต่ก็ปรากฏว่า นาคารชุนก็กล่าวถึงคำว่า ธรรมกายไว้ มากมายด้วยกัน แล้วก็พยายามอธิบายหลักปรัชญาของตัวเอง เพื่อเน้นให้เห็นว่าเป็น หลักสำคัญ และเข้ากันได้กับของธรรมกายที่มีอยู่เดิม ก็มีการกล่าวถึงเรื่องธรรมกายไว้ แต่ในภายหลังมี ความคิดแตกแยกกัน เช่น บางอาจารย์ปฏิเสธสภาวธรรมทุกอย่าง ๆ อะไร ๆ ทั้งหมด ก็ไม่เที่ยงยึดถือไม่ได้เลย บางสำนักก็บอกว่า ธรรมกายหรือตถาคตครรภะนั่นแหละเที่ยง ธรรมกายคือตถาคต เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ต้องเข้าไปยึดไว้ เพราะนั่นคือตัวจริงของ ความเป็นพุทธะ จึงเกิดการแบ่งแยกกันเป็น ๒ กลุ่มคือ พวกเกอุปปะ กับพวกเซงท้อง พวกเกตุปปะ เป็นกลุ่มที่อาจารย์สอนให้ปฏิเสธสภาวธรรมทุกอย่าง ศาสดาที่ เป็นต้นความคิดนี้มีชื่อว่า ซองกัปปะ ซึ่งผู้ที่นับถือนิกายนี้ยกย่องท่านให้มีฐานะสูง เท่ากับพระพุทธเจ้า คำสอนนั้นออกไปในแนวปรัชญา แบบเดียวกับปรัชญามัชยามิกะ ของนาคารชุน ระบบการสอนของซองกัปปะนี้ในภาษาทิเบตเรียกว่า รังซอง แปลว่า ซึ่งถือเอาสุญญตาของตัวเอง และเชื่อว่า ธรรมกายคือสุญญตา ในยุคนั้นคำสอนของ เกตุปปะค่อนข้างจะใหม่ คำสอนเดิมที่เก่ากว่านั้นในทิเบตยังมีอยู่ และหลายนิกายสอน แบบเดียวกับคำสอนเดิมนั้น ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกเกตุปปะนี้ พวกเซงท้อง จึงเป็นพวกที่ศรัทธาในคำสอนเดิมของพุทธศาสนาในทิเบต เซงท้องเชื่อว่า ธรรมกายนั้นเป็นอัตตา เป็นตัวตนที่แน่นหนา สิ่งอื่นนอกจาก ธรรมกายแล้วถือว่าเป็นอนัตตา ต่อมาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 (ประมาณ พ.ศ.๑๓๐๐- ๑๔๐๐) พระพุทธศาสนาได้แผ่เข้าไปในทิเบตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับพวกเซงท้อง กลุ่มนี้จึงรับไว้ และได้เปลี่ยนชื่อเรียกคำสอนของตนใหม่ว่า โยมังปะ โยมังปะถือว่า ตถาคตครรภะหรือธรรมกายเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และให้คำจำกัดความว่า ธรรมกายคือ สารวะภาวิกาย หมายถึงกายซึ่งเป็นสภาวะอันแท้จริงของสรรพสิ่ง เป็นภาวะ ๔ ดูคำอธิบายเพิ่มเติมท้ายบท Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More