ข้อความต้นฉบับในหน้า
นายบุญสม ว่าวานิช เป็น ผาเลย ในการก่แห่ง "ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ
และให้เฝ้าอภิบาลบำรุงให้เติบ
ตดเวลา 3 ปี
พ่วง แหน่ง นายสมาคม ถึง 14 สมัย
มีผลงานและคุณธรรมไหมเล่น
ควรยกย่องว่าเป็น "บุพการี และ ปูชนียบุคคลของสมาคมโดยแท้
โดยมติเอกฉันท์ในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2531
ให้แต่งตั้ง นายบุญยง ว่องวานิช ดำรงตำแหน่ง
นายกกิตติมศักดิ์
เพื่อเป็นกีชาติประวัติ จวบ ฐิติ
อคติ จาก 3 วัณโณ 4 โก อิฐติ สุข พล
มอบให้ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2551
ยุวพุทธคุณมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
มูลนิธิศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์
ขอสรรเสริญเกียรติคุณ
ของ
นายบุญยง ว่องวานิช
เป็นนักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครดีเด่น
ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐
ในสาขาพัฒนาสังคม
ขอให้มีความสุขสวัสดิ์เจริญ เทอญ
กลุ้มใจ ธรรมะนี้จะเห็นว่า มีประโยชน์ในทุก
แง่ทุกมุม
การทำสมาธินี่ผมทำอยู่เสมอ ๆ ทั้ง
เช้าและเย็น เช้าชั่วโมงหนึ่ง เย็นประมาณครึ่ง
ชั่วโมง ทำทุกวันเลยฮะ นอกจากเดินทาง
ผมทำอยู่เรื่อย ๆ ติดต่อกันมา ความจริงผม
ทำมาแล้วสามสิบกว่าปี แต่ว่าทำบ้างหยุด
ไปบ้าง บางทีหยุดไปเป็นปีก็มี เพิ่งมาทำจริงจัง
ตอนภรรยาผมเสียเมื่อเจ็ดปีก่อนโน้น”
ลูก พ่อเดี ย ว กั น
“สำหรับพุทธศาสนาแล้ว เราถือว่าเป็น
ลูกพ่อเดียวกัน คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น
พ่อเรา ใครจะมีวิธีการเข้าถึงความหลุดพ้น
อย่างไร หรือพ้นทุกข์อย่างไร มันเป็นวิธีการ
เท่านั้นเอง ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด
อะไร ผมไม่อยากเห็นชาวพุทธมาถกเถียงกัน
ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะ “สัมมา อะระหัง” “พุทโธ”
“ยุบหนอพองหนอ” อะไรก็ได้ขอให้ปฏิบัติ
จริง ๆ จัง ๆ ก็แล้วกัน วิธีไหนก็ได้ ผมก็ถือ
อย่างนี้จึงไม่ค่อยมีศัตรู วันที่แสดงมุทิตาจิต
เนื่องในโอกาสที่ผมได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎี
บัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
นี่ ท่านผู้ว่าจำลอง ศรีเมืองก็ไป คุณแม่สิริ
กรินชัย ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากัมฐาน
ซึ่งมีชื่อเสียงมาก ท่านอาจารย์สัญญา ธรรม
ศักดิ์เป็นประธาน พ.ส.ล.ท่านอาจารย์สุชีพ
ปุญญานุภาพก็ไป นาวาเอก(พิเศษ)อ่อน บุญ
พันธ์ก็ไป วันนั้นอนุศาสนาจารย์ประมาณ
สิบกว่าท่านอยู่ที่นั่นหมดคุณจะเห็นได้ว่าใน
งานของผมเป็นที่ชุมนุมของชาวพุทธทุกสาขา
ผมก็ยึดหลักแห่งการเคารพความคิดเห็นของ
ผู้อื่นอย่างนี้เรื่อยมา”
ก ก แ ห่ ง ก ร ร ม . ..
ป ร ช ญ า ป ร ะ จำ ชีวิต
“แนวทางในการดำเนินชีวิตของผม
นั้น ผมอยากจะบอกว่าผมเชื่อ “เรื่องกฎ
แห่งกรรม” ตามความเห็นของผม ผม
คิดว่าหัวใจของพุทธศาสนาน่าจะเป็น
เรื่องกฎแห่งกรรมนี่เอง ถึงแม้ว่าจะมี
คำสอนมากมายในพระไตรปิฎกก็ตาม แต่
มาสรุปแล้วกฎแห่งกรรมคือ ไม่ทำกรรม
ชั่วด้วยประการทั้งปวง คือไม่ทำบาป
พยายามทำแต่ความดีให้ถึงพร้อม และ
ทำจิตใจให้สงบ สะอาด และสว่าง เริ่มจาก
“ทาน” แล้วก็ไป “ศีล” “สมาธิ” และ
“ปัญญา” สำหรับผมเอาภาวนาแยกเป็น
สมาธิกับปัญญา เมื่อจิตสงบแล้ว จิตเป็น
สมาธิแล้วปัญญาก็เกิดขึ้น
ผมเคยไปวัดพระธรรมกาย ได้พบ
หลวงพี่เมตตานันโท ภิกขุ รู้จักท่านมาตั้งแต่
ยังเด็ก โอ้โฮ...ซนอย่าบอกใครเชียว แล้วผมก็
รู้จักโยมพ่อโยมแม่ของหลวงพี่เมตตาดี ผมก็
ถามท่านว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้ท่าน
มาบวช เพราะเรียนจบแพทย์มาก็น่าจะไปทำ
งานหาเงิน แล้วผมก็ทราบว่าโยมพ่อโยมแม่
ท่านเสียใจ คุณหมอชุณห์ ท่านเสียใจมาก
หลวงพี่เมตตาตอบว่าอาตมาต้องการพ้นทุกข์
อาตมาต้องการทำพระนิพพานให้แจ้ง ผมก็
ไม่ได้ถามอะไรท่านอีก ต่อมาก็ได้พบท่านอีก
หลายครั้ง รู้สึกว่าท่านเป็นพระหนุ่มที่น่า
เลื่อมใส ผมรักท่านมาก ยากนักที่หาคนอายุ
ขนาดนี้บวชแล้วไม่สึก และผู้ที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อ
ช่วยงานพระศาสนาอย่าง ดร.ศิริพร ศิริ
ขวัญชัย หรือคุณสุธรรม ตีระวนิชนั้น อายุ
น้อยกว่าผม ผมก็นับถือ
อยากจะเล่าประสบการณ์ให้ฟังสักเรื่อง
นะครับ ครั้งหนึ่งผมไปอิสราเอล เมืองยิว
๕๖ ก ล ย า ณ ม ต ร
Kalyanamitra.org