ข้อความต้นฉบับในหน้า
มหาสังฆิกะ
พระสงฆ์พวกมหาสังฆิกะ เกิดขึ้นจาก
การรวมตัวของพวกภิกษุวัชชีบุตรที่ประพฤติข้อปฏิบัติ
ย่อหย่อน ๑๐ ประการทางพระวินัย เช่นถือว่า ควรเก็บ
เกลือไว้ในเขนง เขาสัตว์) เพื่อเอาไว้ฉันได้ ตะวันชาย
เกินเที่ยงไปแล้ว ๒ นิ้วควรฉันอาหารได้ ควรรับเงิน
ทองได้ เป็นต้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังที่พระพุทธ
เจ้าปรินิพพานแล้วได้ ๑๐๐ ปี พระยสะ กากัณฑก
บุตร จึงชักชวนพระเถระผู้ใหญ่มาร่วมกันทำสัง
คายนา ชำระมลทินโทษแห่งพระศาสนาวินิจฉัยชี้
ว่า ข้อถือผิด ๑๐ ประการนั้นมีห้ามไว้ในพระวินัย
อย่างไร
การสังคายนาครั้งนี้ นับเป็นการสังคายนาครั้ง
ที่ ๒ กระทำที่วาสิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
พระเถระผู้ใหญ่ที่มีชื่อปรากฏในการนี้มี ๔ รูป คือ
พระสัพพกามี พระสาฬหะ พระขุชชโสภิตะ พระ
วาสภูคามิกะ ทั้ง ๔ รูปนี้เป็นชาวปาจีนกะ (มีสำนัก
อยู่ทางทิศตะวันออก) พระเรวตะ พระสัมภูตะสาณวาสี
พระยสะ กากัณฑกบุตร และพระสุมนะ ทั้ง ๔ รูปนี้
เป็นชาวเมืองปาฐา ในการนี้พระเรวตะเป็นผู้ถาม
พระสัพพกามีเป็นผู้ตอบปัญหาทางวินัยที่เกิดขึ้น
มีพระสงฆ์ประชุมกัน ๗๐๐ รูป กระทำอยู่ ๘ เดือนจึง
แล้วเสร็จ
ในขณะเดียวกันพวกภิกษุวัชชีบุตร ซึ่งมีอยู่
เป็นจำนวนมาก มีพระมหาเทวะเป็นผู้นำ ก็ได้เรียก
ประชุมสงฆ์ถึง ๑๐,๐๐๐ รูป ทำสังคายนาของตนเองที่
เมืองกุสุมปุระ (ปาฏลีบุตร) ให้ชื่อว่ามหาสังคีติ
คือ มหาสังคายนาเป็นเหตุให้เกิดนิกายมหาสังฆิกะ
การสังคายนาครั้งนี้ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงของเดิมไปไม่
น้อย หลักฐานของฝ่ายมหายานบางเล่มได้กล่าวถึงกำ
เนิดของมหาสังฆิกะ โดยไม่กล่าวถึงวัตถุ
๑๐ ประการ
ก็มี แต่กล่าวว่าข้อเสนอ ๕ ประการของมหาเทวะที่ สรวาสติวาท
เกี่ยวกับพระอรหันต์ว่า ยังมิได้ดับกิเลสโดยสมบูรณ์
เป็นต้น เป็นเหตุให้เกิดการสังคายนาครั้งที่ ๒ แล้ว
พวกมหาสังฆิกะก็แยกออกมาทำสังคายนาของตน
พระมหาเทวะ ได้พยายามเพิ่มเติมสร้างหลัก
ธรรมใหม่ ๆ ตามความเห็นของตน และดูเหมือนว่าจะ
เป็นคนแรกที่กล้ากระทำอย่างนั้น คือถึงกับลงมือแก้
ไขตัดทอนข้อความในพระสูตรและพระวินัย ให้บิด
เบือนตามทัศนะของตน ในปิฎกของมหาสังฆิกะจึงไม่
มีคัมภีร์ปริวาร, ปฏิสัมภิทา, นิทเทศ, และชาตกะ และ
อภิธรรมแบบของเถรวาท
นิกายนี้ใช้ภาษาปรากฤตจารึกพระธรรมวินัย
และนับถือพระมหากัสสปะว่าเป็นต้นนิกาย ซึ่งเป็น
ทำนองลากความเข้าหา เพื่อให้เห็นว่ามีเชื้อสายสืบ
เนื่องมาแต่พระมหาสาวก หลวงจีนจึงกล่าวว่า
พระไตรปิฎกของมหาสังฆิกะมีจำนวน ๓๐๐,๐๐๐
โศลก แต่หลวงจีนเฮียนจัง กล่าวว่ามหาสังฆิกะรับรอง
พระธรรมวินัยซึ่งพระอรหันตเจ้าทำไว้ครั้งปฐมสังคาย
นา แต่ได้นำเอาคติหลักธรรมอื่นแทรกเข้าไว้ด้วย แล้ว
แบ่งเป็นปัญจปิฎกคือ สูตรปิฎก วินัยปิฎก อภิธรรม
ปิฎก สังยุกตปิฎก กับวิทยาธรปิฎก ข้อความบ่งถึง
คัมภีร์ฝ่ายมหาสังฆิกะ ปรากฏพบอยู่ในจารึกที่ขุดค้น
ได้ที่อมราวดีสถูป และนาคารชุนนิกอนดะที่ระเบียง
ด้านนอกของอมราวดีสถูป มีจารึกชื่อของภิกษุณี
ชื่อ วินัยธระ และภิกษุชื่อ มหาวินัยธระ ชื่อบ่งชัด
ถึงภิกษุ ภิกษุณีแห่งนิกายนี้ทรงไว้ซึ่งพระวินัยปิฎก
สำหรับถิ่นฐานของมหาสังฆิกะนั้น เดิมคงมี
หลักแหล่งอยู่ในแคว้นมคธ มีนครปาฏลีบุตรเป็นต้น
แล้วต่อมาได้ค่อย ๆ แผ่ขยายไปเรื่อยสู่ภาคตะวันตก
เฉียงเหนือของอินเดียมีปัญจาป และคันธาระ ส่วนทาง
ใต้นิกายนี้ได้ไปตั้งมั่นที่ดินตอนแถบลุ่มแม่น้ำกฤษณา
และโคธาวารี มีนครอมราวดีเป็นต้น นิกายย่อย ๆ
ที่ของมหาสังฆิกะ โดยมากเจริญอยู่ในแว่นแคว้น
อันธระ ซึ่งทางลังกาเรียกรวมนิกายเล็ก ๆ เหล่านี้
ว่าพวก “อันธกะ” ดังปรากฏในบาลีอรรถกถา กลา
วัตถุดังนี้
“อนุธกา นาม ปุพพเสลียา อปรเสลียา
ราชกิริยา สิทธัตถิกาติ อิเม ปจฺฉา อุปปันนนิกายา
แปลความว่า ชื่อว่าพวกอันธกะนั้น ได้แก่ นิกายปุพพ
เสริยะ ๑. อปรเสลียะ ๑. ราชคิริยะ ๑. และสิทธัตถกะ
G
• ทั้งหมดนี้เป็นนิกายอุบัติในภายหลัง นอกจากนี้กิ่ง
นิกายอื่นอีกเช่น โคกุลกะ เอกวยหาริกะ ไจติยะ
โลโกตตระ บัญญัติวาท พหุสสติกะ เวตุลลกะ อุตตร
ปถะ อุตตรเสลียะ
.
อิทธิพลของสรวาสติวาทได้ครอบงำทั่วไปใน
อินเดียภาคกลาง และภาคเหนือ มีแคว้นมถุรา แคว้น
กาษมีระ แคว้นคันธาระเป็นศูนย์รวม และได้
แผ่ขยายออกไปจากอินเดียสู่ดินแดนอาเซียกลาง และ
จีน ในยุคตติยสังคายนา นิกายนี้ได้รุ่งเรืองมากแถบ
อาณาบริเวณมยุรา สังฆเถระองค์หนึ่งของนิกายนี้คือ
พระอุปคุปต์ ได้รับความเคารพจากพระเจ้าอโศก
มหาราชเป็นพิเศษ
ความเจริญของนิกายนี้ ได้รุดหน้าไปอย่างไม่
หยุดยั้งยังผลให้นิกายอื่นอับรัศมีลง ที่สารนาถปรากฏ
หลักฐานที่เชื่อถือได้ว่า นิกายสรวาสติวาทได้ชัยชนะ
เหนือนิกายเถรวาท ทำให้นิกายเถรวาทต้องอพยพ
จากที่นั้นไป แต่ต่อมาไม่ช้าก็ปรากฏว่านิกายสร
วาสติวาท กลับถูกอิทธิพลนิกายสัมมิติยะกำจัดออก
ไปบ้าง ความก้าวหน้าของนิกายนี้ ในอินเดียตอน
กลางต้องมาสะดุดชะงักลงในรัชสมัยพระเจ้าปุษยมิตร
แต่กลับไปเบ่งรัศมีทางอินเดียภาคเหนือ และปรากฏว่า
รุ่งโรจน์ที่สุดในสมัยที่พวกกรีก และพวกถ้วยสี
ปกครองอินเดียเหนือ
ในยุคต่อมาคือในพุทธศตวรรษที่ ๙ นัก
ธรรมจาริกฟาเรียนได้กล่าวว่า นิกายนี้มีหลักแหล่งอยู่
ที่ปาฏลีบุตร ส่วนในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ นักธรรม
จารึกเซียนดังกล่าวว่า ได้พบนิกายนี้ส่วนใหญ่อยู่ใน
แคว้นคันธาระ กาษมีระ อุทยาน แคว้นกเนาซ์ แคว้น
มคธ แม้ในประเทศอิหร่านก็มี
ต่อจากเชี่ยนจังนั้นเล็กน้อยก็มีนักธรรมจาริกอี้จิง
ท่านผู้นี้ได้เล่าว่า นิกายนี้ทางอินเดียตอนใต้และตอน
ตะวันออก รวมทั้งประเทศหมู่เกาะทางคาบสมุทร
มลายู มีสุมาตรา ชะวา และแหลมอินโดจีนอีกด้วย
นายบูสตันกล่าวว่า คณาจารย์ผู้เป็นต้นนิกาย
สรวาสติวาท ว่าคือท่าน “ราหุลภัทร” ผู้อยู่ในวรรณะ
กษัตริย์ เพราะฉะนั้นนิกายนี้จึงเลือกใช้เฉพาะภาษา
สันสกฤต ซึ่งเป็นภาษาของคนวรรณะสูงมาเป็นภาษา
ทางการ จดจารึกพระธรรมวินัย ในรัชสมัยพระเจ้า
กนิษกะมหาราชซึ่งทรงเลื่อมใสนิกายนี้ ได้มีสังคายนา
และจารึกพระธรรมวินัยไว้เป็นหลักฐานดีแล้ว ซึ่ง
กล่าวมาแล้วตอนก่อน ๆ และเนื่องจากครั้งนั้น บรรดา
คณาจารย์ที่มาประชุมได้ร่วมกันเรียบเรียงคัมภีร์มหาวิ
ภาษา ฉะนั้น นิกายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า
“นิกายไวภาษีกะ”
Kalyanamitra.org
กั ล ย า ณ ม ต ร
๘๗