การอุปถัมภ์นิกายสรวาสติวาท วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 5 หน้า 88
หน้าที่ 88 / 128

สรุปเนื้อหา

ข้อเท็จจริงเรื่องพระเจ้ากนิษกะทรงอุปถัมภ์ นิกายสรวาสติวาทนั้น นักโบราณคดีได้พบผอบจารึก ในรัชสมัยของกษัตริย์องค์นี้ มีข้อความว่า “ขอต้อนรับ คณะสงฆ์ฝ่ายสรวาสติวาท” จึงเป็นหลักฐาน ยืนยันประกอบเรื่องราวที่ทำสังคายนาว่า พระองค์ ทรงเลื่อมใสนิกายสรวาสติวาท การที่ยังมีนักศึกษา จำนวนมากเข้าใจว่า พระเจ้ากนิษกะอุปถัมภ์ลัทธิ มหายาน จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อนึ่ง ยังมีพระภิกษุที่สำคัญ ๆ อีกหลายรูปที่มี บทบาทในการสังคายนาครั้งนี้เช่น พระปารสวะ พระวสุมิตร พระธรรมดาระ พระศรีโฆษะ พระพุทธ เทวะ และพระอัศวโฆษ ซึ่งมีผลงานและชื่อเสียงมากที่ สุดองค์หนึ่งในยุคนั้น เมื่อวิเคราะห์ดูถึงเหตุที่พระเจ้ากนิษกะให้ทำ สังคายนาพระธรรมวินัย และให้แปลงพระไตรปิฎก จากภาษามคธเป็นภาษาสันสกฤตในครั้งนั้น เห็นว่า น่าจะมีความจำเป

หัวข้อประเด็น

- การอุปถัมภ์นิกายสรวาสติวาท

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ข้อเท็จจริงเรื่องพระเจ้ากนิษกะทรงอุปถัมภ์ นิกายสรวาสติวาทนั้น นักโบราณคดีได้พบผอบจารึก ในรัชสมัยของกษัตริย์องค์นี้ มีข้อความว่า “ขอต้อนรับ คณะสงฆ์ฝ่ายสรวาสติวาท” จึงเป็นหลักฐาน ยืนยันประกอบเรื่องราวที่ทำสังคายนาว่า พระองค์ ทรงเลื่อมใสนิกายสรวาสติวาท การที่ยังมีนักศึกษา จำนวนมากเข้าใจว่า พระเจ้ากนิษกะอุปถัมภ์ลัทธิ มหายาน จึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อนึ่ง ยังมีพระภิกษุที่สำคัญ ๆ อีกหลายรูปที่มี บทบาทในการสังคายนาครั้งนี้เช่น พระปารสวะ พระวสุมิตร พระธรรมดาระ พระศรีโฆษะ พระพุทธ เทวะ และพระอัศวโฆษ ซึ่งมีผลงานและชื่อเสียงมากที่ สุดองค์หนึ่งในยุคนั้น เมื่อวิเคราะห์ดูถึงเหตุที่พระเจ้ากนิษกะให้ทำ สังคายนาพระธรรมวินัย และให้แปลงพระไตรปิฎก จากภาษามคธเป็นภาษาสันสกฤตในครั้งนั้น เห็นว่า น่าจะมีความจำเป็นทั้งสองอย่าง ด้วยพระธรรมวินัย อันเป็นหลักพระพุทธศาสนา ได้ร้อยกรองไว้เป็นภาษา มคธตั้งแต่พระอรหันต์พุทธสาวกทำปฐมสังคายนา ต่อมาเมื่อทุติยสังคายนาที่เมืองเวสาลี และทำตติย สังคายนาครั้งพระเจ้าอโศกมหาราชที่เมืองปาฏลีบุตร ก็ทำในภาษามคธ ถึงชั้นนี้ได้จัดพระธรรมวินัยเป็น ๓ หมวดคือ พระวินัย พระสูตร และพระปรมัตถ์ เรียกรวมกันว่า พระไตรปิฎก และเริ่มเขียนเป็นตัวอักษร ภาษามคธก็มีขึ้นในมคธราฐก่อนที่อื่น แต่ยังไม่แพร่ หลาย ส่วนพระสงฆ์ในปัจจันตประเทศยังนิยมท่องจำ พระไตรปิฎกอยู่เป็นพื้น การที่มีพระไตรปิฎกเป็น ตัวอักษรเกิดขึ้น ก็คงเป็นปัจจัยให้พระสงฆ์ในมคธราฐ ถือพระธรรมวินัยมั่นคงกว่าพระสงฆ์ในคันธารราฐ อันเป็นเชื้อสายสืบมาแต่พวกพระสงฆ์มหาสังฆิกะ ซึ่งหลบหลีกไปจากมัชฌิมประเทศเมื่อครั้งพระเจ้า อโศก แต่พระเจ้ากนิษกะตั้งราชธานีอยู่ในคันธารราฐ ได้คุ้นกับพระสงฆ์ชาวปัจจันตประเทศยิ่งกว่าพระ สงฆ์ในมัชฌิมประเทศ เมื่อเห็นพระสงฆ์ในคัน ธารราฐกับในมคธราฐยังถือพระธรรมวินัยไม่เหมือนกัน จึงตรัสสั่งให้ประชุมทำสังคายนา ลักษณะการทำ สังคายนานั้น พระสงฆ์ที่ประชุมกันต้องวินิจฉัยข้อที่ เข้าใจผิดกัน และญัตติว่าอย่างไรเป็นถูกหมดทุกข้อก่อน แล้วจึงจะได้ท่องจำสวดซ้อมพร้อมกันเป็นที่สุด การประชุมครั้งนั้นพระสงฆ์ที่ไปประชุมมี ความเห็นแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องพระวินัย (เป็นเค้าเดียวกับเมื่อครั้งการทำสังคายนาครั้งที่ ๒) ด้วยพระสงฆ์ชาวมคธถือคติเถรวาท ไม่ยอมแก้ไข ๘๖ กั ล ย า ณ ม ต ร อัฟกานิสถาน มหาสมุทรอินเดีย ปาทิ สถาน ปัญจาป อินเดีย พระวินัยให้ผิดจากที่ได้ทำสังคายนาไว้เมื่อครั้งพระเจ้า อโศก ฝ่ายพระสงฆ์ชาวคันธาระถือคติอาจริยวาท (ถือตามคำสั่งสอนของอาจารย์) อ้างว่าพระวินัย เป็นแต่ข้อบังคับสำหรับตัว พระภิกษุสงฆ์ควรแก้ไขได้ ทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ยอมกัน น่าสันนิษฐานว่าพระสงฆ์ชาว มคธคงถอนตัวออกจากการประชุม เหลืออยู่แต่พวก พระสงฆ์ชาวคันธาระที่ทำสังคายนา เพราะเหตุนั้น พวกถือพระพุทธศาสนาตามชาวมคธ เช่นพวกลังกา และไทยเรา) จึงไม่นับการสังคายนาครั้งพระเจ้ากนิษกะ เข้าลำดับในตำนาน แต่พวกที่ถือพระพุทธศาสนา ตามชาวคันธาระ (เช่นจีนและญี่ปุ่น) นับว่าเป็นสัง คายนา ครั้งที่ ๙ การแปลงพระไตรปิฎกจากภาษามคธเป็น ภาษาสันสกฤตนั้น เมื่อคิดดูก็เห็นว่าน่าจะเนื่องจาก เหตุที่พระสงฆ์ ๒ ฝ่ายแตกต่างกันนั่นเอง เพราะพระ ไตรปิฎกเดิมเป็นภาษามคธ การทำสังคายนาครั้ง พระเจ้ากนิษกะ พระสงฆ์ชาวคันธารราฐทำแต่โดย ลำพังพวกของตน มีข้อความผิดกับพระไตรปิฎกของ เดิม ถ้าใช้ภาษามคธก็จะเกิดมีพระไตรปิฎกอย่างเดิม กับพระไตรปิฎกอย่างใหม่ขึ้นแข่งกันเป็น ๒ ความ พระเจ้ากนิษกะน่าจะทรงพระดำริเห็นว่า ถ้าเช่นนั้นจะ เป็นเหตุให้เสื่อมพระพุทธศาสนา จึงให้แปลงพระไตร ปิฎกที่สังคายนาใหม่เป็นภาษาสันสกฤตให้ต่างกับของ เดิมโดยภาษาเสียด้วยทีเดียว เพราะภาษาสันสกฤต บภาษามคธก็เป็นของชาวอินเดียด้วยกัน ไม่ผิดกัน ห่างไกลเท่าใดนัก ชาวคันธารราฐอยู่ใกล้เมือง ตักศิลาและเมืองชลันธร อันเป็นมหาวิทยาลัยที่สอน ลังกา คาบสมุทรเบงกอล ภาษาสันสกฤต อาจจะคุ้นภาษาสันสกฤตยิ่งกว่าภาษา มคอด้วย จะเป็นด้วยอย่างใดก็ตามตั้งแต่ทำสังคายนา ครั้งนั้นมา การถือพระพุทธศาสนาในประจันตประเทศ ทางฝ่ายเหนือก็ถือตามพระไตรปิฎกภาษาสันสกฤต (อันมีวาทะซึ่งพระสงฆ์ชาวคันธารราฐได้แก้ไขเพิ่มเติม) เป็นหลักพระศาสนา แต่ชาวมัชฌิมประเทศคงถือ พระไตรปิฎกภาษามคธของเดิม (ตามสังคายนาครั้ง พระเจ้าอโศกมหาราช) เป็นหลักพระศาสนา จึงต่างกัน เป็นพวกถือคติฝ่ายเหนือ และพวกถือคติฝ่ายใต้ แล้ว กลายเป็นคติมหายานและหินยานสืบมา เรื่องที่ให้ไปสอนพระพุทธศาสนายังนานา ประเทศนั้น เมื่อครั้งพระเจ้าอโศกได้ให้เที่ยวสอน พระพุทธศาสนาตามประจันตประเทศในแผ่นดิน อินเดียโดยรอบมัชฌิมประเทศ ทางด้านเหนือเป็นที่สุด เพียงเชิงเขาหิมาลัยและคันธารราฐ ประเทศที่อยู่นอก แผ่นดินอินเดีย ที่ปรากฏว่ารับพระพุทธศาสนาไปเมื่อ ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช ก็มีแต่ในลังกากับสุวรรณ ภูมิอันอยู่ฝ่ายใต้ทั้ง ๒ ประเทศ พระเจ้ากนิษกะตั้ง ราชธานีอยู่ในคันธารราฐข้างฝ่ายเหนือ จึงให้เที่ยวสอน พระพุทธศาสนาตามประเทศอันอยู่นอกเขาหิมาลัยต่อ ไปทางฝ่ายเหนือ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาแพร่ หลายไปทางกลางทวีปเอเชียไปโดยลำดับจนถึงประเทศ จีน พวกที่ไปเที่ยวสอนพระพุทธศาสนาในครั้งนั้น ถือคติพระสงฆ์คันธารราฐและพระไตรปิฎกภาษา สันสกฤต การถือพระพุทธศาสนาในประเทศเหล่านั้น จึงนิยมตามคติของชาวอินเดียฝ่ายเหนือ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More