ข้อความต้นฉบับในหน้า
สมัยนั้นคือ เช้า ๆ ต้องยอมแข็งใจออกบิณฑบาต แต่ไม่เคยได้ข้าวสักเม็ดเดียวเพราะ
ไม่ได้มุ่งที่จะไปรับบาตรที่ไหน หากตรงไปยังบ้านของครูที่สอนภาษาอังกฤษ ต้อง
รีบใช้เวลาเรียนวันละประมาณ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง
"ผมหยุดความคิดที่จะสอบเปรียญ 5 เปรียญ ๗ แต่พอถึงเวลาสอบไล่ประจำ
ปีต้องแข็งใจไปสอบทุกปีและตกทุกปี ที่ผมไปสอบเพราะขัดคำสั่งของอาจารย์ไม่ได้
มันเลยกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องสอบ ก็สอบไปอย่างนั้น ตอนนั้นใจไม่อยู่กับ
ภาษาบาลีเสียเลย พอรู้ภาษาฝรั่งขึ้นมาบ้าง ก็ชักกำเริบเสิบสานทะเยอทะยานแปล
หนังสือ หัดแปล หัดเขียนไปตามหนังสือที่เราชอบอ่าน เช่นพระราชนิพนธ์ของ
รัชกาลที่ 5 หนังสือประวัติศาสตร์ของกรมพระยาดำรงฯ และของท่านผู้ใหญ่อีกหลายคน
หนังสือทดลองแปลครั้งแรกคือหนังสือประวัติศาสตร์ของ Remouy บ้าง ของ
W.G. Well บ้าง หนังสือที่ชอบอ่านชอบแปลมากอีกเรื่องหนึ่งคือประวัติพระพุทธ
ศาสนาในเมืองจีน หนังสือเล่มหลังนี้ จำได้ว่าพระจีนรูปหนึ่งที่วัดทิพยวารีวิหารใกล้
บ้านหม้อให้มา คำแปลเหล่านี้ อ่านกันในหมู่เพื่อนฝูงในวัด ยกเว้นเรื่อง "ท่องเที่ยวใน
วัดจีน ส่งให้หนังสือพิมพ์ "ไทยใหม่ ซึ่งขณะนั้น คุณจรัญ วุธาทิตย์ เป็น
บรรณาธิการรับไว้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ พอได้เห็นเรื่องแปลของตนคราวนั้น ดีใจ
เท่าไรบอกไม่ถูกเลย
เคารพนักปราชญ์...ย่อมเป็นนักปราชญ์
อาจารย์เสฐียร พันธรังษี ถ่ายที่ญี่ปุ่น
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒
cu:26
"ผมเป็นคนชอบฟัง ชอบเขียน ไม่ค่อยชอบพูด ชอบไปฟังปาฐกถาที่ ที่ผมไปสอบ
ราชคยาจารย์สมาคมในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระหว่างนั้นคือ ระหว่างเป็น
เห็นจะได้ มีนักปราชญ์คนหนึ่งมาแสดงปาฐกถาธรรมให้
พระเณรฟังในวัดมหาธาตุฯ ท่านนักปราชญ์คนนั้น คือ คุณหลวงวิจิตรวาทการ เพราะขัดคำสั่ง
ท่านเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศ รู้ในภายหลังว่าท่านเคยเป็น
ลูกศิษย์เก่าของวัดมหาธาตุฯ ท่านบวชเป็นเณรเป็นพระอยู่ในวัดนี้ เมื่อท่านสึก ของอาจารย์
แล้วออกไปรับราชการเป็นนักการทูตในยุโรป
หลวงวิจิตรฯ มาแสดงปาฐกถาให้พวกเราอยู่หลายคราว วันหนึ่งก่อนลงมือ ไม่ได้มัน
พูด หลวงวิจิตรฯ มองมาที่เณรรูปหนึ่งที่นั่งฟังอยู่ข้างหน้าเพื่อนทุกครั้ง ตรงเข้ามา
บอกว่า เณรช่วยบันทึกความที่ผมพูดไว้ด้วย แล้วจะมาขอเอาวันหลัง
ขณะนั้นใจไม่ดีเลย แต่อุตสาห์แข็งใจทำบันทึกส่งให้หลวงวิจิตรฯ ทุกคราวที่ เลยกลายเป็น
แล้วมองไม่เห็นบันทึกของตนเลย แต่มีข้อที่น่าประหลาดและโล่งใจคือ ท่านบันทึกไว้ ธรรมเนียมที่
แก้แต่งให้เสร็จ
ในตอนท้ายเรื่อง "สามเณรต้องเขียนอย่างนี้ ต้องบันทึกอย่างนี้” เป็นอันว่าได้ครูเขียน
หนังสือมาตั้งแต่วันนั้น และแล้วก็เป็น "เสียคน คือไม่ได้เรียนอะไรอีก เอาแต่หัดเขียน
หนังสืออย่างเดียว
จะต้องสอบ
กัลยา ณ ม ต ร ๕๗
Kalyanamitra.org