ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตัวของเราเองต้องทำตัวให้ดี
หมั่นตรวจดูตัวเองทุกวันว่า
วันนี้เราทำชั่วหรือเปล่า ถาม
ตัวเองได้เท่านี้ก็ดูจะพอ
อุตสาหกรรม แพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการคลัง ไม่มีทุนให้แก่วิชาที่ผมสมัคร
และเมื่อสมัครแล้ว สอบแล้ว กลับปรากฏว่าได้ทุนไปเรียนตามความตั้งใจ
แต่ขอสารภาพว่า
ตอนนั้นผมมีลูกชายหญิง ๒ คน ยังเล็ก ๆ ทั้งคู่ แต่ต้องตัดสินใจ ต้องยอม
ได้อย่างเสียอย่าง ภรรยาซึ่งเป็นครูช่วยเป็นกำลังใจให้มาก เธอสนับสนุนให้เดินทาง
ไปศึกษา รับปากว่า พอมีปัญญาหาเลี้ยงลูกได้ จึงค่อยเบาใจ
เดินทางไปกลางทะเลว้าเหว่อยู่ ๑๑ วัน คิดถึงลูกทุกวัน หาความสนุกสนานไม่ได้เลย
ผู้ที่ยืนอยู่บนความถูกต้อง
ต้องได้รับความสมหวังในที่สุด
"เจ้าของทุนคือ สำนักฮิงาชิ ฮวงงันย์ ศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา
มหายานนิกายสุขาวดี(โยโค) และมหาวิทยาลัยโอตานิ จัดให้ผมเข้าไปศึกษาที่เกียวโต
เมืองหลวงเก่า เป็นแหล่งอนุรักษ์ศาสนาและวัฒนธรรม เขาจัดอาจารย์สอนภาษา
ญี่ปุ่นให้ ๑ ท่านชื่อ อามาโมริ กับอาจารย์ประจำตัวอีก ๒ ท่านคือ ท่านฟูกุฮารา
และท่านฟูยินามิ ผมยังติดต่อบูชาพระคุณท่านอยู่ไม่ขาด
เรียนหนังสืออยู่ไม่ถึงปี ญี่ปุ่นก็ประกาศสงคราม ชีวิตเริ่มบีบรัดมัดตัวอยู่
กับกฎเกณฑ์ในยามศึก เคราะห์ดีที่เกียวโตเป็นเมืองเปิด อเมริกาไม่ยอมทำลาย
มรดกทางศาสนาและวัฒนธรรม จึงพออาศัยศึกษากันไปได้ตามหลักสูตร แต่ก็ให้
สงสัยเหลือเกินว่า ทำไมญี่ปุ่นต้องรบอเมริกา และทำการรุกรานเมืองจีนมาตลอด
ทั้ง ๆ ที่ได้พึ่งพาอาศัยอเมริกา และโดยเฉพาะจีนก็เริ่มตั้งแต่สร้างชาติ
ขอเล่าเรื่องค่อนข้างร้ายให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง ญี่ปุ่นในยามสงคราม เปรียบ
เสมือนคนบ้า ต้องการเอาชนะทุกอย่าง มองเห็นคนต่างชาติเป็นศัตรูไปหมด คราว
หนึ่งอาจารย์ส่วนตัวมาบอกว่าให้ไปร่วมประชุมนักศึกษาต่างชาติที่เมืองโกเบ
ผม
ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของนักศึกษาไทย ในระหว่างนักศึกษาพม่า จีน อินเดีย
มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นเรื่องสงคราม
ผมไปร่วมประชุมตามคำสั่งของอาจารย์ผู้ควบคุม ในที่ประชุมมีคำถาม
นักศึกษาต่างชาติว่า "มีความเห็นอย่างไร ญี่ปุ่นจะแพ้หรือชนะสงคราม” นักศึกษา
๖๐ กัลยา ณ มิตร
Kalyanamitra.org
มอบพระให้อาจารย์เมื่อ
ครั้งไปเยี่ยมที่มหาวิทยาลัย