ธรรมชาติของใจกับการทำภาวนา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 12 หน้า 79
หน้าที่ 79 / 124

สรุปเนื้อหา

ธรรมชาติของใจกับการทําภาวนา ถึงจุดหนึ่งแล้ว ทุกคนเหมือนกัน ถาม ในวิชชาธรรมกายนี้ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ ไหนที่ต้องภาวนาคำว่า “สัมมาอะระหัง” เราจะใช้คำภาวนาอย่างอื่น เช่นคำว่า "พุทโธ" ได้หรือไม่ และขณะที่ภาวนาคำว่า "สัมมา อะระหัง” นั้น มีความสัมผัสกับลมหายใจอย่างไรหรือไม่ ๆ คำภาวนานั้น อย่าไปเอาจริงเอาจังมากนัก ธรรมดา ใจของคนเรามีลักษณะใหญ่ ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน ๒ อย่างคือ - ๑. ชอบคิด พอลงมือนั่งสมาธิ ไม่รู้ว่าคิดอะไรกันนักหนา เปลี่ยนไปเรื่อย ไปได้ไกล ๆ ๒. ชอบเที่ยว ตัวเองนั่งอยู่นี่ ใจไปที่อื่นซะแล้ว มันเที่ยว เมื่อใจชอบคิด ชอบเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้ใจฟังก็เลยให้ คิดถึงองค์พระหรือดวงแก้วแทน ถ้าไม่รักจะคิดถึงองค์พระหรือ ดวงแก้ว คิดถึงลมหายใจแทนก็ได้ หรือจะคิดถึงซากศพแทน นึก ถึงปอยผมเกศา โลมา น

หัวข้อประเด็น

- ธรรมชาติของใจกับการทำภาวนา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

หลวงพ่อตอบ ? ปัญหา ธรรมชาติของใจกับการทําภาวนา ถึงจุดหนึ่งแล้ว ทุกคนเหมือนกัน ถาม ในวิชชาธรรมกายนี้ มีความจำเป็นมากน้อยแค่ ไหนที่ต้องภาวนาคำว่า “สัมมาอะระหัง” เราจะใช้คำภาวนาอย่างอื่น เช่นคำว่า "พุทโธ" ได้หรือไม่ และขณะที่ภาวนาคำว่า "สัมมา อะระหัง” นั้น มีความสัมผัสกับลมหายใจอย่างไรหรือไม่ ๆ คำภาวนานั้น อย่าไปเอาจริงเอาจังมากนัก ธรรมดา ใจของคนเรามีลักษณะใหญ่ ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน ๒ อย่างคือ - ๑. ชอบคิด พอลงมือนั่งสมาธิ ไม่รู้ว่าคิดอะไรกันนักหนา เปลี่ยนไปเรื่อย ไปได้ไกล ๆ ๒. ชอบเที่ยว ตัวเองนั่งอยู่นี่ ใจไปที่อื่นซะแล้ว มันเที่ยว เมื่อใจชอบคิด ชอบเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้ใจฟังก็เลยให้ คิดถึงองค์พระหรือดวงแก้วแทน ถ้าไม่รักจะคิดถึงองค์พระหรือ ดวงแก้ว คิดถึงลมหายใจแทนก็ได้ หรือจะคิดถึงซากศพแทน นึก ถึงปอยผมเกศา โลมา นักขา ทันตา ตโจ มาแทนก็ได้ ที่ให้คิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งแทน เพื่อไม่ให้ใจคิดฟุ้งไป นี่เป็น เหตุผล ประการที่ ๑ เหตุผลประการที่ ๒ เมื่อใจ มันชอบเที่ยวอยู่อีก จะทำอย่างไร ก็ต้อง ภาวนากันไป ใครถนัด สัมมา อะระหัง” ก็เอา สัมมา อะระหัง ใครถนัด "พุทโธ" ก็ใช้พุทโธ เมื่อภาวนาไปหนักเข้า ๆ ใจจะหยุดใจจะเริ่มนิ่ง พอเริ่มนิ่งดี จะเกิด ความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งว่า คำภาวนา อะไร ๆ ก็ไม่ต้องการแล้วก็จะลืมหายไป คำภาวนาอีกกี่ร้อยกี่พันบทก็จะถูกลืม หมด แต่สติจะดีขึ้น แล้วความสว่างข้าง ( ในจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อใจเริ่มนิ่ง ความสว่างเกิดขึ้นมาแล้วคำภาวนาอะไรก็ไม่ต้องการกันล่ะ เหตุผลประการที่ ๓ สำหรับท่านที่ไม่ชอบภาวนา ให้ เอาใจวางนิ่ง ๆ ไว้กลางท้องก็ได้ ถ้าใจของเรามันไม่เที่ยวแล้ว ก็ เอาใจวางนิ่ง ๆ ที่กลางท้อง ไม่ต้อง “สัมมา อะระหัง” ไม่ต้องใช้ "พุทโธ" วางใจนิ่ง ๆ ประคองให้ดี พอถึงจุดหนึ่งใจก็สามารถรวม ได้อีกเหมือนกัน จะเกิดดวงสว่างขึ้นมา เหตุผลประการที่ ๔ จงระวัง หลวงพ่อพลาดไปเกือบปี เสียเวลาอยู่ไม่น้อย รู้มากยากนาน คือขณะที่กำหนดองค์พระอยู่ ก็ประคองลมหายใจเข้าออกไปด้วย ไม่ทราบว่ามีใครทำกันบ้าง หรือเปล่า ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกและก็กำหนดองค์พระไปด้วย กำหนดมากไป กำหนดอยู่ ๑๐ ปี ใจมันไม่รวมเสียที เพราะกำหนด มากไป ใครทำอย่างนี้ ก็ให้เลิกเสียหลวงพ่อทำมาแล้ว ใช้การไม่ได้ - ขอฝากอีกอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าเราจะภาวนาด้วยวิธีอะไร ก็ตาม เมื่อใจหยุดนิ่งดีแล้ว ลมหายใจจะหยุดทั้งนั้น แต่อย่ากลัวตาย ความจริงมันเป็นอย่างนี้ คือ ปกติคนเรานั้นร่างกายยังต้องการ ออกซิเจน ต้องการอากาศเข้าไปข้างในอยู่ แต่ตอนนั้นความคิด มันไม่ฟังแล้ว อากาศมันซึมเข้าไปตามเยื่ออ่อน ๆ ตามผิวก็ซึม กัลยา ณ มิตร ๗๗ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More