ข้อความต้นฉบับในหน้า
๒. ความไม่ดีทั้งหลายที่ไม่เคยทำ แต่รู้ว่าไม่ดีก็
ไม่พยายามทำ
๓. ความดีอันไหนไม่เคยทำ ก็อยากจะทำ
๔. ความดีอันไหนที่ทำแล้ว ก็จะพยายามทำต่อ
ฉะนั้นขณะนั่งสมาธินั้น ความเพียรชอบเหล่านี้เกิดขึ้น
แล้วโดยอัตโนมัติ เพราะว่าขณะที่เรานั่งนั้นชื่อว่าปรารภความ
เพียร ความเพียรชอบก็เกิดขึ้น สัมมาสติก็เริ่มดีขึ้น ๆ เพราะไม่
ปล่อยให้ใจฟังออกไป สัมมาสมาธิ ใจก็เริ่มตั้งมั่นในขณะกำลังทำ
อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นพอลงมือนั่ง ๆ ไป มรรคมีองค์ ๘ เริ่มเข้า
มารวมอยู่ในตัวของเรา แม้ว่าสัดส่วนจะลงตัวหรือไม่ลงตัว ถ้า
รวมตัวกันได้ถูกส่วน ใจจะสงบ ใจจะนิ่ง ใจจะใส แล้วความ
สว่างภายในก็จะเกิด แล้วไม่ว่าจะฝึกสมาธิด้วยวิธีไหน จะกำหนด
ลมหายใจก็ดี จะเพ่งกสินก็ดี จะไปเพ่งอสุภะดูซากศพก็ดี สิ่งที่
จะได้ตามมาก็คือ ได้ดวงสว่างเกิดขึ้นเอง
ดวงสว่างนี้ถ้าปล่อยให้ลอยอยู่ข้างนอก จะควบคุมไม่ได้
เห็นวูบวาบ แล้วก็หายไป ใครเคยทำภาวนาแล้วเคยมีอาการ
อย่างนี้ไหม คือมีความสว่างเกิดขึ้น แต่ควบคุมไม่ได้ มันหายไป
พอจะชัดขึ้นมา เราไปมองเข้าก็ห่าง ๆ แล้วก็หาย ถ้าหายก็ปล่อย
ให้หายไป กำหนดใหม่ไปเรื่อย ๆ "พุทโธ" ใหม่ หรือ *สัมมา
อะระหัง” ใหม่ เดี๋ยวก็มาอีก พอเอาจริงก็หายอีก ถ้าอย่างนี้ยังใช้
ไม่ได้ จะเรียกว่าเป็นนิมิตก็ได้ เป็นนิมิตวูบ ๆ วาบ ๆ ไป แต่ว่า
ถ้าเราเอาใจมาตั้งไว้ตรงศูนย์กลางกายคือ ตรงกลางท้อง ไอ้เจ้า
ความสว่างวูบ ๆ วาบ ๆ มันจะตกป๊อกลงไป คือ ถ้าผ่านวูบ ๆ
วาบ ๆ อยู่ข้างหน้า มันเหมือนฉายหนัง ควบคุมไม่ได้ แต่พอเอา
ใจไปรอไว้ตรงศูนย์กลางกาย พอดวงสว่างมันตกลงไปถูกส่วน
คราวนี้ไม่ใช่ดวงสว่างธรรมดาแล้ว
จะสว่างเหมือนเดือนหงาย
ถ้าวางใจให้ดี ๆ จะสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยง แต่แปลกอยู่
อย่างหนึ่งคือ ยิ่งสว่าง ยิ่งเย็น ยิ่งชุ่มใจ ไม่ใช่สว่างแล้วร้อนนะ
ยิ่งสว่าง ยิ่งเย็น ถ้าวางใจถูกส่วนเข้าไปอีก ไม่ใช่สว่างเหมือนดวง
อาทิตย์เท่านั้น เป็นสิบเป็นร้อยเท่าของดวงอาทิตย์ก็ได้ แล้วยิ่ง
สว่างก็ยิ่งชุ่มอกชุ่มใจ
เพราะฉะนั้นพอเราได้ดวงสว่างนี้ตั้งอยู่ข้างในตัวเมื่อไร
๒๖ กัลยา ณ มิตร
ก็บอกได้ว่า เห็นธรรมเบื้องต้น เมื่อเห็นธรรมเบื้องต้นแล้ว ก็เอา
ใจจดเข้าไปกลางดวงสว่างนี้ต่อไปอย่าได้เลิก จะเข้าไปเจอกายใน
กาย ที่กล่าวในสติปัฏฐาน ๔ คือ กายในกาย เวทนาในเวทนา
จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่ว่าจะไม่พูดมากตอนนี้ เมื่อเอาใจเข้า
ไปไว้ตรงกลางดวงสว่างในตัวเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งจะเข้าถึงธรรมกาย
นั้นก็เป็นการเห็นธรรมที่สูงขึ้นมาอีกตามลำดับ เรียกว่าถ้าการ
เห็นธรรมนั้น ขึ้นต้นอย่างน้อยก็ต้องได้ดวงสว่างอยู่ข้างในตัว
ไม่ใช่อยู่ข้างนอก ต่อมาก็เห็นธรรมกายทั้งองค์ นี่คือเห็นธรรม
ถ้ายิ่งเห็นชัดเจน กระทั่งอาศัยธรรมกายนั้นไปรู้ไปเห็นอริยสัจ ๔
เป็นวิปัสสนา เป็นการ "เห็นแจ้ง” ด้วยธัมมจักขุ นั่นก็เป็น
การเห็นธรรมที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เข้าสู่ความเป็นพระ
อริยเจ้ากันไปตามลำดับ
ธรรมกาย - อริยบุคคล
เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ถาม ในพระพุทธศาสนา ท่านแบ่งพระอริยบุคคลไว้ ๔
จำพวกด้วยกัน คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี
พระอรหันต์ อยากทราบว่า ผู้ที่เห็นธรรมกายนั้นจัดอยู่ในพวก
ไหนครับ
บอกว่า
ถ้าเห็นครั้งแรก มีความสามารถขนาดนั้น
มรรคมีองค์ ๘ ผสมผสานกันได้ดีแล้วก่อให้เกิดธรรมกาย ท่าน
เรียกว่า โคตรภูบุคคล เป็นเพียง "ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย” ยังไม่ได้
เป็นโสดาบัน ยังไม่ได้พระสกิทาคามี ยังไม่ได้พระอนาคามี ยัง
ไม่ได้พระอรหันต์ทั้งสิ้น เป็นแค่โคตรภูบุคคล เท้าซ้ายเหยียบโลก
เท้าขวาจะก้าวขึ้นพระนิพพาน จะขึ้นได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ
ความเพียรที่จะทุ่มเทต่อไป ถ้าขี้เกียจก็หงายท้อง กลิ้งกลับมาอยู่
ในโลกอีก ถ้าขยันก็มีโอกาสก้าวต่อไป จะเป็นพระอริยบุคคลขั้น
พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ต้องค่อย ๆ ก้าวไปอย่างนั้น