การพัฒนาจิตใจผ่านการนั่งสมาธิ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 12 หน้า 78
หน้าที่ 78 / 124

สรุปเนื้อหา

๒. ความไม่ดีทั้งหลายที่ไม่เคยทำ แต่รู้ว่าไม่ดีก็ ไม่พยายามทำ ๓. ความดีอันไหนไม่เคยทำ ก็อยากจะทำ ๔. ความดีอันไหนที่ทำแล้ว ก็จะพยายามทำต่อ ฉะนั้นขณะนั่งสมาธินั้น ความเพียรชอบเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วโดยอัตโนมัติ เพราะว่าขณะที่เรานั่งนั้นชื่อว่าปรารภความ เพียร ความเพียรชอบก็เกิดขึ้น สัมมาสติก็เริ่มดีขึ้น ๆ เพราะไม่ ปล่อยให้ใจฟังออกไป สัมมาสมาธิ ใจก็เริ่มตั้งมั่นในขณะกำลังทำ อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นพอลงมือนั่ง ๆ ไป มรรคมีองค์ ๘ เริ่มเข้า มารวมอยู่ในตัวของเรา แม้ว่าสัดส่วนจะลงตัวหรือไม่ลงตัว ถ้า รวมตัวกันได้ถูกส่วน ใจจะสงบ ใจจะนิ่ง ใจจะใส แล้วความ สว่างภายในก็จะเกิด แล้วไม่ว่าจะฝึกสมาธิด้วยวิธีไหน จะกำหนด ลมหายใจก็ดี จะเพ่งกสินก็ดี จะไปเพ่งอสุภะดูซากศพก็ดี สิ่งที่ จะได้ตามมาก็คือ ได้ดวงสว่างเกิดขึ้นเอ

หัวข้อประเด็น

- การพัฒนาจิตใจผ่านการนั่งสมาธิ

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๒. ความไม่ดีทั้งหลายที่ไม่เคยทำ แต่รู้ว่าไม่ดีก็ ไม่พยายามทำ ๓. ความดีอันไหนไม่เคยทำ ก็อยากจะทำ ๔. ความดีอันไหนที่ทำแล้ว ก็จะพยายามทำต่อ ฉะนั้นขณะนั่งสมาธินั้น ความเพียรชอบเหล่านี้เกิดขึ้น แล้วโดยอัตโนมัติ เพราะว่าขณะที่เรานั่งนั้นชื่อว่าปรารภความ เพียร ความเพียรชอบก็เกิดขึ้น สัมมาสติก็เริ่มดีขึ้น ๆ เพราะไม่ ปล่อยให้ใจฟังออกไป สัมมาสมาธิ ใจก็เริ่มตั้งมั่นในขณะกำลังทำ อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นพอลงมือนั่ง ๆ ไป มรรคมีองค์ ๘ เริ่มเข้า มารวมอยู่ในตัวของเรา แม้ว่าสัดส่วนจะลงตัวหรือไม่ลงตัว ถ้า รวมตัวกันได้ถูกส่วน ใจจะสงบ ใจจะนิ่ง ใจจะใส แล้วความ สว่างภายในก็จะเกิด แล้วไม่ว่าจะฝึกสมาธิด้วยวิธีไหน จะกำหนด ลมหายใจก็ดี จะเพ่งกสินก็ดี จะไปเพ่งอสุภะดูซากศพก็ดี สิ่งที่ จะได้ตามมาก็คือ ได้ดวงสว่างเกิดขึ้นเอง ดวงสว่างนี้ถ้าปล่อยให้ลอยอยู่ข้างนอก จะควบคุมไม่ได้ เห็นวูบวาบ แล้วก็หายไป ใครเคยทำภาวนาแล้วเคยมีอาการ อย่างนี้ไหม คือมีความสว่างเกิดขึ้น แต่ควบคุมไม่ได้ มันหายไป พอจะชัดขึ้นมา เราไปมองเข้าก็ห่าง ๆ แล้วก็หาย ถ้าหายก็ปล่อย ให้หายไป กำหนดใหม่ไปเรื่อย ๆ "พุทโธ" ใหม่ หรือ *สัมมา อะระหัง” ใหม่ เดี๋ยวก็มาอีก พอเอาจริงก็หายอีก ถ้าอย่างนี้ยังใช้ ไม่ได้ จะเรียกว่าเป็นนิมิตก็ได้ เป็นนิมิตวูบ ๆ วาบ ๆ ไป แต่ว่า ถ้าเราเอาใจมาตั้งไว้ตรงศูนย์กลางกายคือ ตรงกลางท้อง ไอ้เจ้า ความสว่างวูบ ๆ วาบ ๆ มันจะตกป๊อกลงไป คือ ถ้าผ่านวูบ ๆ วาบ ๆ อยู่ข้างหน้า มันเหมือนฉายหนัง ควบคุมไม่ได้ แต่พอเอา ใจไปรอไว้ตรงศูนย์กลางกาย พอดวงสว่างมันตกลงไปถูกส่วน คราวนี้ไม่ใช่ดวงสว่างธรรมดาแล้ว จะสว่างเหมือนเดือนหงาย ถ้าวางใจให้ดี ๆ จะสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยง แต่แปลกอยู่ อย่างหนึ่งคือ ยิ่งสว่าง ยิ่งเย็น ยิ่งชุ่มใจ ไม่ใช่สว่างแล้วร้อนนะ ยิ่งสว่าง ยิ่งเย็น ถ้าวางใจถูกส่วนเข้าไปอีก ไม่ใช่สว่างเหมือนดวง อาทิตย์เท่านั้น เป็นสิบเป็นร้อยเท่าของดวงอาทิตย์ก็ได้ แล้วยิ่ง สว่างก็ยิ่งชุ่มอกชุ่มใจ เพราะฉะนั้นพอเราได้ดวงสว่างนี้ตั้งอยู่ข้างในตัวเมื่อไร ๒๖ กัลยา ณ มิตร ก็บอกได้ว่า เห็นธรรมเบื้องต้น เมื่อเห็นธรรมเบื้องต้นแล้ว ก็เอา ใจจดเข้าไปกลางดวงสว่างนี้ต่อไปอย่าได้เลิก จะเข้าไปเจอกายใน กาย ที่กล่าวในสติปัฏฐาน ๔ คือ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม แต่ว่าจะไม่พูดมากตอนนี้ เมื่อเอาใจเข้า ไปไว้ตรงกลางดวงสว่างในตัวเรื่อย ๆ ถึงจุดหนึ่งจะเข้าถึงธรรมกาย นั้นก็เป็นการเห็นธรรมที่สูงขึ้นมาอีกตามลำดับ เรียกว่าถ้าการ เห็นธรรมนั้น ขึ้นต้นอย่างน้อยก็ต้องได้ดวงสว่างอยู่ข้างในตัว ไม่ใช่อยู่ข้างนอก ต่อมาก็เห็นธรรมกายทั้งองค์ นี่คือเห็นธรรม ถ้ายิ่งเห็นชัดเจน กระทั่งอาศัยธรรมกายนั้นไปรู้ไปเห็นอริยสัจ ๔ เป็นวิปัสสนา เป็นการ "เห็นแจ้ง” ด้วยธัมมจักขุ นั่นก็เป็น การเห็นธรรมที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ เข้าสู่ความเป็นพระ อริยเจ้ากันไปตามลำดับ ธรรมกาย - อริยบุคคล เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ถาม ในพระพุทธศาสนา ท่านแบ่งพระอริยบุคคลไว้ ๔ จำพวกด้วยกัน คือพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ อยากทราบว่า ผู้ที่เห็นธรรมกายนั้นจัดอยู่ในพวก ไหนครับ บอกว่า ถ้าเห็นครั้งแรก มีความสามารถขนาดนั้น มรรคมีองค์ ๘ ผสมผสานกันได้ดีแล้วก่อให้เกิดธรรมกาย ท่าน เรียกว่า โคตรภูบุคคล เป็นเพียง "ผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย” ยังไม่ได้ เป็นโสดาบัน ยังไม่ได้พระสกิทาคามี ยังไม่ได้พระอนาคามี ยัง ไม่ได้พระอรหันต์ทั้งสิ้น เป็นแค่โคตรภูบุคคล เท้าซ้ายเหยียบโลก เท้าขวาจะก้าวขึ้นพระนิพพาน จะขึ้นได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับ ความเพียรที่จะทุ่มเทต่อไป ถ้าขี้เกียจก็หงายท้อง กลิ้งกลับมาอยู่ ในโลกอีก ถ้าขยันก็มีโอกาสก้าวต่อไป จะเป็นพระอริยบุคคลขั้น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ต้องค่อย ๆ ก้าวไปอย่างนั้น
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More