การก่อสร้างและโบราณวัตถุในมหาวิทยาลัยนาลันทา วารสารกัลยาณมิตร ปี 2532 ฉบับที่ 12 หน้า 109
หน้าที่ 109 / 124

สรุปเนื้อหา

มหาวิทยาลัย ที่อยู่ของนักศึกษา หอประชุมและ ขอให้สังเกตในด้านตะวันออกของสถูป อื่น ๆ ครั้นกำหนดได้แล้วก็เขียนเลขติดประจำไว้ จะเห็นซากสังฆารามหลายต่อหลายแห่ง ตั้งแต่ทางเข้า มีประกาศติดไว้ด้วยว่าห้ามมิให้ใคร ทำอันตรายแก่โบราณวัตถุ รัฐบาลกรุงปัตนะผู้ให้ แต่ดู เหมือนจะเป็นห้องเล็ก ๆ สำหรับนักศึกษาแต่ละ รูปอาศัย มีอยู่แห่งหนึ่งเขาเขียนเลข ๑ ไว้เป็น ทุนส่งเสริมมหาวิทยาลัย มอบให้พระกัสสปเถระ เครื่องหมาย สังฆารามหลังนั้นกว้างขวางมาก (ขณะพิมพ์ครั้งนี้ ผู้พาเราศึกษาเป็นผู้ควบคุม ท่านมหาเถระรูปนี้ ถึงมรณภาพเสียแล้ว) มองเห็นอิฐแต่ละแผ่นที่วางเรียงเป็นกำ แพงอยู่ในที่ต่าง ๆ เกิดความคิดวินิจฉัยได้ว่า การสร้างมหาวิทยาลัยทำกันเป็นตอน ๆ ไม่พร้อม กัน สุดแต่จะมีทุนอุดหนุนก็สร้างเพิ่มเติมกันขึ้น แต่ละคราว มีการรื้

หัวข้อประเด็น

- การก่อสร้างและโบราณวัตถุในมหาวิทยาลัยนาลันทา

ข้อความต้นฉบับในหน้า

มหาวิทยาลัย ที่อยู่ของนักศึกษา หอประชุมและ ขอให้สังเกตในด้านตะวันออกของสถูป อื่น ๆ ครั้นกำหนดได้แล้วก็เขียนเลขติดประจำไว้ จะเห็นซากสังฆารามหลายต่อหลายแห่ง ตั้งแต่ทางเข้า มีประกาศติดไว้ด้วยว่าห้ามมิให้ใคร ทำอันตรายแก่โบราณวัตถุ รัฐบาลกรุงปัตนะผู้ให้ แต่ดู เหมือนจะเป็นห้องเล็ก ๆ สำหรับนักศึกษาแต่ละ รูปอาศัย มีอยู่แห่งหนึ่งเขาเขียนเลข ๑ ไว้เป็น ทุนส่งเสริมมหาวิทยาลัย มอบให้พระกัสสปเถระ เครื่องหมาย สังฆารามหลังนั้นกว้างขวางมาก (ขณะพิมพ์ครั้งนี้ ผู้พาเราศึกษาเป็นผู้ควบคุม ท่านมหาเถระรูปนี้ ถึงมรณภาพเสียแล้ว) มองเห็นอิฐแต่ละแผ่นที่วางเรียงเป็นกำ แพงอยู่ในที่ต่าง ๆ เกิดความคิดวินิจฉัยได้ว่า การสร้างมหาวิทยาลัยทำกันเป็นตอน ๆ ไม่พร้อม กัน สุดแต่จะมีทุนอุดหนุนก็สร้างเพิ่มเติมกันขึ้น แต่ละคราว มีการรื้อถอน การก่อสร้างใหม่ กว่าแห่งอื่น มีประตูเข้าเป็นพิเศษอยู่ทางเหนือ มี อิฐแข็งซ้อนกันอยู่ประมาณ ๒ ถึง ๓ ชั้น ภายใน บริเวณกว้างขวางมีแท่นหินขนาดใหญ่ ๓ แท่น แสดงให้เห็นการลงแรงในการสลัก และยกเข้ามา ตั้งด้วยกำลังแห่งบุรุษผู้กำยำ มีสลักหินขนาดใหญ่ อีกหลายหลัก บนหลักหินนั้นมีระเบียงหินติดต่อกัน ระหว่างหลักต่อหลักวงไปโดยรอบ พอเห็นก็รู้ได้ สร้างกันไปตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถูกทำลายเป็นสุดท้าย ทันทีว่าถูกไฟเผาเพราะมีรอยร้าวและความหักพัง ส่วนที่ลึกลงไปขุดค้นยังไม่ได้ก็มีเป็นอันมาก ท่านกัสสปเถระพาเราผ่านเข้าสู่ทาง กว้างที่จะไปสู่บริเวณมหาวิทยาลัย มีสำนักสงฆ์ หมายเลข ๑ อยู่ทางซ้าย และสำนักสงฆ์หมาย : เลข ๔ เลข ๕ อยู่ทางขวา ผ่านตรงนี้ไปแล้วเรา เดินตรงไปจนกระทั่งถึงพื้นกว้างเป็นที่ตั้งพระสถูป อันเกิดจากแรงร้อนของกองเพลิง สังฆารามหมายเลข ๑ นี้ เดิมเป็นตัวตึก ๒ ชั้น มีจารึกไว้ว่า พระเจ้าเทวปาละกษัตริย์ องค์ที่ ๓ องค์ที่ ๓ ของราชวงศ์ปาละ (ระหว่าง พ.ศ. ๑๔๕๘- ๑๘๙๑) เป็นผู้สร้าง สังเกตแผ่นอิฐตามกำแพง แสดงว่าสร้าง ๒ คราวด้วยกัน ทรุดโทรมเต็มที่แล้ว ใหญ่องค์หนึ่งเขาเขียนเลข ๑ เป็นเครื่องหมาย แต่อิฐข้างบนยังดีอยู่ มีแท่นบูชา มีรูปพระพุทธเจ้า สถูปนี้เป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่สุดในบริเวณ มี ส่วนทั้งใหญ่ทั้งสูงกว่าซากอื่นที่ขุดค้นได้ มีบันได อิฐเดินขึ้นไปได้จนถึงยอด เมื่อขึ้นถึงยอดสามารถ ซึ่งยังเห็นเพียงรอย ๆ อยู่ตรงส่วนที่สร้างครั้งแรก ผู้นำเที่ยวอธิบายว่าตรงข้ามกับแท่นบูชา เป็นที่นั่งของอาจารย์เวลาสอนหนังสือ พวกนัก มองเห็นบริเวณมหาวิทยาลัยและหมู่บ้านสารีบุตร ศึกษานั่งบนพื้นโดยรอบ จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ โมคคัลลาน์อันตั้งอยู่ใกล้เคียงได้หมด มีความรู้สึก มีซากบ่อน้ำสำหรับใช้ในมหาวิทยาลัย และข้าง ๆ ใหม่เมื่อขึ้นไปถึงยอดสถูปองค์นี้ คล้ายกับได้ขึ้นไป มีห้องพักของนักศึกษาเรียงกันอยู่หลายห้อง มี อยู่บนยอดภูเขาทอง มองเห็นที่ตั้งกรุงเทพฯ ได้ทั้ง หลังคาทำเป็นคุ้ม หมด เขาอธิบายว่าเป็นศิลปะ การทำหลังคาแบบโบราณของอินเดีย ตอนหนึ่ง ลักษณะการก่อสร้างของมหาสถูปแสดง เราเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย ไปพบ ว่าสร้างต่อเติมกันมาหลายครั้ง เพราะแผ่นอิฐที่ แผ่นหินใหญ่แผ่นหนึ่ง มีอักษรจารึกอยู่เต็ม ผู้นำ วางเป็นรากตั้งแต่พื้นจนถึงยอด มีลักษณะเล็ก พาบอกว่า ยกเอามาจากห้องเรียนหนังสือนั้น ใหญ่และสีสันไม่เหมือนกันแต่มีความแข็งแรงเท่ากัน จารึกประวัติเหตุการณ์สำคัญ ๘ อย่างในชีวิต ผู้นำบอกว่าเป็นศิลปะสมัยราชวงศ์คุปตะ ของพระพุทธเจ้า ที่สังฆารามหมายเลข ๔ ตั้งอยู่ทางขวา ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสถูปใหญ่ สลักเป็นรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมเทพเจ้าแห่งความ มือเวลาเข้าไป เมตตา เป็นรูปใหญ่ที่สุดกว่ารูปใด ๆ ในบริเวณ มหาวิทยาลัย ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้มีรูป พระมหาเถระนาคารชุน อาจารย์ใหญ่ฝ่ายลัทธิ มหายาน และอธิการบดีองค์แรกของมหาวิทยาลัย มีอักษรเทวนาครี หรือปรากฤต สลักไว้ที่รูปสลัก แต่อ่านไม่ออก ได้พบสิ่งที่น่าพอใจศิลปะการ ก่อสร้างสมัยโน้น ๒ อย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งเป็น ประตูมีช่องเล็ก ๆ เปิดขึ้นไปข้างบน ผู้นำอธิบาย ให้ฟังว่า ช่องนี้ที่จริงไม่ใช่ประตู แต่เป็นช่อง สำหรับเปิดรับแสงสว่างจากข้างนอก เพื่อให้ส่อง เข้ามาข้างใน นับเป็นวิธีก่อสร้างให้มีความสะดวก แทนที่จะไปเจาะหน้าต่างซึ่งต้องเสียเวลามากและ Kalyanamitra.org นาลันทา กัลยา ณ มิตร ๑๐๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More