ข้อความต้นฉบับในหน้า
เจ้าพี่ จะยืนช้าดอยู่ในร่มไม้ทําไม เชิญเสด็จ
มาท่ายุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด
แตกอีก แต่จับพระมหาอุปราชาไม่ได้ แม่ เป็นเชิงตัดพ้อว่าตัวของพระองค์นั้นเป็นคน นเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้เสด็จ
ทัพนายกองของพม่าที่ออกรบครั้งนี้และ อาภัพ ไม่เหมือนพระมหาธรรมราชาธิราช โดยกระขบวนเรือพระที่นั่งจากพระนคร
ลูกของเขาพ่อไม่ต้องใช้ให้ไปรบ มีแต่จะ ไปทำพิธี "ตัดไม้ข่มนาม” ที่ทุ่งลุมพี ทรง
ต้องคอยห้าม แต่พระองค์ไม่รู้จะใช้ใคร จัดกระบวนทัพหลวง ๑๐๐,๐๐๐ นาย แล้ว
พระมหาอุปราชาได้ฟังก็รู้สึกอัปยศ
รอดชีวิตกลับไปได้
ถูกลงพระราชอาญา
ไปตาม ๆ กัน ส่วนพระมหาอุปราชาก็ถูก
ภาคทัณฑ์ให้ทำการรบแก้ตัวใหม่
พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรง
อดสู่พระทัย จึงกราบทูลรับอาสามาตี
พระเจ้าหงสาวดีดีพระทัยที่จะได้
วิตกมาก โดยเฉพาะทรงรู้สึกเสียพระเกียรติ กรุงศรีอยุธยาเพื่อแก้ตัวใหม่
ที่พระมหาอุปราชา ซึ่งเป็นผู้ที่จะสืบราช
บัลลังก์แทนพระองค์ต่อไป ต้องมาพ่ายแพ้ ตีกรุงศรีอยุธยาอีก จึงทรงให้แต่งทัพมี
แก่ไทย พระองค์ทรงคับแค้นพระทัยยิ่งนัก จำนวนพล ๒๔๐,๐๐๐ นาย ยกเข้ามาตี
ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาที่จะปราบไทย ซึ่ง กรุงศรีอยุธยา
เป็นเสี้ยนหนามให้ราบคาบลงให้ได้
ยกไปค่ายหลวงที่หนองสาหร่ายริมน้ำ
ท่าคอย เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนยี่
มีความกล่าวไว้ในหนังสือพระ
ราชพงศาวดาร ถึงความมหัศจรรย์ตอนนี้
ว่า เมื่อวันที่พระมหาอุปราชายกกองทัพ
มาถึงบ้านพนมทวน (บ้านทวน) เวลาบ่าย
๓ โมง เกิดลมพัดถูกเศวตฉัตรหลังช้างหัก
สะบั้นลง ทำให้พระองค์รู้สึกหวาดหวั่น
พระทัย
ส่วนทางฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร
นั้น ขณะที่ทรงอยู่ในระหว่างจัดกองทัพ
ก่อนจะยกไปสุพรรณบุรี
คืนหนึ่งทรง
ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรนั้น เมื่อ
วันหนึ่งพระเจ้าหงสาวดีทรง คราวที่ตีทัพพระมหาอุปราชาแตกที่สุพรรณ -
ตัดพ้อว่า บรรดาขุนนางทั้งหลายไม่มี บุรีเมื่อคราวก่อน ก็คาดในพระทัยว่าคงจะ
ใครเอาใจช่วยเจ็บร้อนในเรื่องเมืองไทยเลย ว่างศึกไปสักปีสองปี แต่กลับได้รับรายงาน
พระนเรศวรครองกรุงศรีอยุธยา มีพล ว่า พระมหาอุปราชายกทัพมาทางด่าน
เพียงหยิบมือเดียว ก็ไม่มีใครกล้าไปรบพุ่ง เจดีย์สามองค์ และมีกองทัพหงสาวดียกมา พระสุบินว่า เกิดน้ำท่วมป่ามาทางทิศ
ด้วยนี่เมืองหงสาวดีจะสิ้นคนดีเสียแล้วหรือ ทางเมืองเหนืออีก ก็ดำริว่า ข้าศึกยกทัพ ตะวันตก พระองค์เสด็จลุยน้ำไปพบจระเข้
ขุนนางผู้หนึ่งได้กราบทูลว่า กรุง ลงมา 5 ทาง ถ้าปล่อยให้มาสมทบกันก็จะ ใหญ่ ได้ต่อสู้กันขึ้น พระองค์ทรงประหาร
ศรีอยุธยานั้นสำคัญที่สมเด็จพระนเรศวร ต้านทานได้ยาก จะต้องรีบตีทัพพระมหา- ชีวิตจระเข้นั้นด้วยฝีพระหัตถ์
เพียงพระองค์เดียว เพราะเป็นกษัตริย์ อุปราชาให้แตกเสียก่อนจะได้เบามือ จึงทรง พระสุบินครั้งนี้ โหรหลวงทำ
หนุ่มที่เข้มแข็ง บังคับบัญชาเด็ดขาด รี้พล ให้ยกทัพไปตั้งที่ทุ่งป่าโมกแขวงเมืองวิเศษ นายว่า ในการเสด็จคราวนี้ พระองค์จะ
ทั้งนายไพร่เกรงกลัวพระนเรศวรยิ่งกว่า ไชยชาญ ซึ่งภูมิประเทศตรงนี้ สามารถที่ ได้รบพุ่งกับข้าศึกเป็นมหายุทธสงคราม
กลัวความตายเสียอีก เจ้าให้รบพุ่งอย่างไร จะยกทัพไปทางเมืองสุพรรณบุรี หรือยก
ก็ทำตามไม่เห็นแก่ชีวิต คนน้อยจึงดู
ขึ้นเมืองเหนือก็สะดวกทั้งสองทาง ใน
เหมือนคนมาก ถ้าทางหงสาวดีให้แม่ทัพ ระหว่างนี้ ทรงให้พระอมรินทรฤาไชย
นายกองที่มีความเข้มแข็ง คุมทัพออกรบก็ เจ้าเมืองราชบุรีแต่งกองโจร ๕๐๐ คนไป
คงจะปราบพระนเรศวรลงได้กรุงศรีอยุธยา ซุ่มที่ตัดทางลำเลียง และรื้อสะพานทางเดิน
ก็จะอยู่ในเงื้อมมือไม่มากนัก
ถึงได้ทำยุทธหัตถี คือชนช้างกันตัวต่อตัว
อันนับว่าเป็นยอดของยุทธการ และจะมี
ชัยชนะต่อข้าศึก
ทางฝ่ายพระมหาอุปราชา ให้คน
มาสอดแนมทราบว่า กองทัพของสมเด็จ
ทัพของข้าศึก ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็น พระนเรศวรมีไพร่พลน้อยกว่า จึงคิดว่า
พระเจ้าหงสาวดีทรงเห็นด้วยแต่ก็ นายทัพ พระยาราชฤทธานนท์ เป็นยก
เกรงว่า หากจัดทัพไปครั้งนี้ ถ้าไม่ให้ กระบัตร คุมกองทัพหัวเมืองไปตั้งขัดตาทัพ
พระมหาอุปราชาออกรบ คนทั้งหลายก็ รับหน้าข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย แขวง
จะพากันดูหมิ่นองค์รัชทายาทเพิ่มมากขึ้น เมืองสุพรรณบุรีอีกแห่งหนึ่ง
พระเจ้าหงสาวดีได้ตรัสตอบขุนนางผู้นั้น ณ เดือนยี่ ขึ้น ๔ ค่ำ สมเด็จพระ
๑๒ กัลยา ณ มิตร
ควรจะยกทัพบุกเข้าโจมตีเสียให้แตกใน
ทีเดียว อย่าให้ตั้งมั่นได้ ถ้าได้ที่ก็จะบุกเข้า
กรุงศรีอยุธยาด้วยเลย
สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปถึง
หนองสาหร่าย จัดกองทัพเป็น 4 ทัพ
Kalyanamitra.org