ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความเพลิดเพลิน
ดีใจนั่นแหละจะ
กลายเป็น อ ป ส ร ร ค
ง ว
ขั ด ข ว า ง ค ว า ม ก้าว
หน้าในการปฏิบัติ
ท า ง จิ ต ข อ ง เขา
ญาณเกิดขึ้นแล้ว ความมืดในจิตใจคือ อวิชชาจะหายไป
เมื่ออวิชชาหายไปตัณหา อุปทาน โลภะ โทสะ โมหะ
และกิเลสอาสวะทั้งปวงจะหายไปสิ้นเชิง ต่อจากนั้นก็
เหลือแต่ความสะอาดบริสุทธิ์แห่งจิตใจ ความสว่าง
ไสวด้วยวิชชา คือความรู้จริงเห็นแจ้ง และความสงบ
สุขเยือกเย็นที่ไม่มีอะไรในโลกจะมารบกวน หรือทำลาย
ได้ นี่คือจุดมุ่งสูงสุดในการทำสมาธิ จะเรียกว่านิพพาน
ก็ได้ เรียกว่า นิโรธ ก็ได้ เรียกว่าอรหันตผล ก็ได้
เรียกว่าที่สุดทุกข์ ก็ได้ เรียกว่า โลกุตตรธรรม ก็ได้
"รู้สึกว่าเป็นหลักการที่สูงมาก ดวงแก้ว
กล่าวขึ้นหลังจากนิ่งคิดอยู่เป็นเวลานาน
"ดิฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าพระพุทธศาสนา
จะมีหลักการอันสูงสุดเช่นนี้โดยส่วนตัวแล้วดิฉันคงไม่
มีหวังถึงจุดมุ่งสูงสุด ในพระพุทธศาสนาแน่ ๆ เพราะ
รู้ตัวดีว่า ยังกิเลสหนาปัญญาทึบมาก
"ห้องทุกห้อง เมื่อยังไม่เปิดไฟสว่างขึ้น ก็
ถูกความมืดปกคลุมเท่า ๆ กัน แต่เมื่อเราเปิดไฟสว่าง
ขึ้นความมืดก็หนีไปเอาอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะมืดน้อย
มืดมาก หนีไปพร้อมกันหมด คนธรรมดาทุกคน ต่างก็
มีกิเลสหนาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ปุถุชน
แปลว่าคนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส แต่เมื่อเกิดแสงสว่าง
ขึ้นในใจแล้ว กิเลสก็หายไป เพราะกิเลสทั้งหลายมีโลภ
โกรธ หลง เป็นต้น เป็นแต่เพียงผลที่เกิดจากความมืด
ในจิตใจคืออวิชชา เมื่ออวิชชาหายไปเพราะแสงสว่าง
เกิดขึ้น กิเลสหายไปด้วย ฉะนั้นหลักใหญ่ของพระ
๔๒ กัลยาณมิตร
พุทธศาสนาจึงอยู่ที่การสร้างแสงสว่างภายในขึ้น เพื่อ
กำจัดความมืดคืออวิชชา
“ท่านหมายความว่า คนทุกคนสามารถจะ
สร้างแสงสว่างภายในให้เกิดขึ้นได้อย่างนั้นใช่ไหมคะ?"
หญิงสาวถาม
"ถูกแล้ว แสงสว่างภายในคือความรู้นั่นเอง
ความรู้ทางพระพุทธศาสนามี ๓ ระดับ คือรู้ด้วยสัญญา
คือความจำได้รับรู้ไว้ในเมื่อได้ยินได้ฟัง หรือได้อ่านเช่น
มีคนมาบอกว่า อริยสัจจ์ประการแรก คือ ทุกข์ เราก็
ได้รับรู้และจำได้เมื่อเรารู้แล้ว แสงสว่างก็คือปัญญา ก็
เกิดขึ้น ปัญญาชนิดนี้เรียกว่า อุตมยปัญญา แต่เป็น
แสงสว่างมีกำลังเห็นได้อย่างเลือนลาง เหมือนความรู้
ที่เกิดขึ้น เมื่อมีคนมาเล่าเรื่องกรุงเทพฯ ให้คนที่ยังไม่
เคยเห็นกรุงเทพฯฟัง
ความรู้ระดับกลาง คือรู้ด้วยทิฐิหรือความ
เห็นเป็นความรู้เกิดจากการคิด การพิจารณาไตร่ตรอง
เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า จินตมยปัญญา เช่น เมื่อ
เรารู้ว่าอริยสัจจ์ประการแรกคือทุกข์แล้ว ก็นำมา
พินิจพิจารณาเห็นทุกข์ในตน ความรู้ระดับนี้แจ่มแจ้ง
ขึ้นมีกำลังใจมากขึ้น เปรียบเหมือนได้ฟังเรื่องกรุงเทพฯ
แล้วยังเห็นรูปถ่ายแผนที่ของกรุงเทพฯ ประกอบอีก
ความรู้ระดับสูง คือรู้ด้วยญาณเป็นความรู้ที่
เกิดจากการฝึกจิต ท่านเรียกว่า ภาวนามยปัญญา เช่น
เมื่อญาณเกิดขึ้นแล้วแทนที่จะเห็นว่ามีทุกข์ในตนเท่านั้น
แต่ยังเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าตัวตนทั้งหมดนี้ คือมวลแห่ง
ทุกข์อย่างสิ้นเชิง เปรียบเหมือนคนที่ได้ไปเที่ยวชม
กรุงเทพฯ ด้วยตนเอง ได้เห็นของจริงแท้
ความรู้ทุกระดับทำให้เกิดแสงสว่างภายใน
ขึ้นได้ทั้งนั้น ต่างกันแต่เพียงมากหรือน้อย และความรู้
ทุกระดับล้วนแต่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
ทั้งนั้น ฉะนั้นโยมควรจะพยายามสร้างแสงสว่างระดับ
ต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ความรู้ระดับสัญญาโยมอาจจะมี
มากพอแล้ว ฉะนั้นพยายามสร้างความรู้ระดับทิฐิและ
ระดับญาณให้เกิดขึ้นต่อไป
อ่านต่อฉบับหน้า
Kalyanamitra.org