ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่ดับกิเลสได้ โดยอาศัยวิปัสสนาญาณที่เกิดขึ้นโดย แหละจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้าใน
ปัจจุบันทันด่วน มิได้ฝึกฝนจิตใจตามหลักสมถะมาก่อน
จะไม่มีความสามารถพิเศษทางจิตแต่อย่างใด พระภิกษุ
ปุถุชนที่ปฏิบัติทางสมถะอย่างจริงจัง สามารถจะมี
ความสามารถพิเศษเหล่านี้ได้ แต่เนื่องจากจิตของ
ปุถุชนยังไม่แน่นอน มีขึ้นมีลงยังมีความกลับกลอก
ความสามารถพิเศษเหล่านั้นจึงพลอยไม่แน่นอนไปด้วย
บางครั้งก็ทำได้ บางครั้งก็ทำไม่ได้ เช่น การเพ่งดูสิ่ง
ที่อยู่ไกล ๆ ด้วยจิต บางครั้งก็เห็นชัด บางครั้งก็เห็น
อย่างเลือนลาง บางครั้งก็ไม่เห็นเลย แล้วแต่จะรวมจิต
เป็นสมาธิได้มากน้อยเพียงใด แต่พระอรหันต์ที่ได้
ๆ
- ทาจิตเป็นสมาธิ
หยาบ
ต้องทำจิต ที่
กระด้างให้อ่อนต้อง
ทำจิต ที่มีกำลังอ่อน
ให้มีกำลังแข็งกล้า
ความสามารถพิเศษทางจิตเหล่านี้แล้ว ท่านจะมี
ความสามารถเหล่านั้นตลอดกาล ไม่มีเสื่อม เพราะ
จิตใจของท่านแน่นอนมั่นคงแล้ว ยิ่งกว่านั้นอำนาจ
พิเศษเหล่านี้อาจจะทำให้ภิกษุผู้มีกิเลส
หลงใหลมัวเมาและเสียผู้เสียคนได้
“ท่านหมายความว่ายังไงคะ?
ดวงแก้วถามสอดขึ้นด้วยท่าทางสงสัย
การปฏิบัติทางจิตของเขา เขาจะพยายามทำสมาธิ
ด้วยความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะได้ความสามารถ
พิเศษนั้นอีก แต่ความต้องการนั้นจะขัดขวางมิให้จิตใจ
สงบเป็นสมาธิได้ เขาจะพยายามอย่างหนักจนเกิน
กำลังในที่สุดจะเกิดอาการวิกลจริตไป พอเห็นภาพ
นิมิตนิดหน่อยเมื่อจิตเริ่มสงบ ก็เข้าใจว่าตนได้เห็น
ของจริงนำไปเล่าให้คนอื่นฟังเป็นตุเป็นตะว่าตนเห็นนรก
เห็นสวรรค์ เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนาค เห็นอะไร
ต่าง ๆ บางองค์พอเริ่มได้อำนาจพิเศษทางจิต เห็น
อะไรเข้าก็รีบนำไปบอกญาติโยม ตอนแรก ๆ เมื่อ
สมาธิจิตยังดีก็บอกถูก แต่เมื่อหลงใหลมากเข้าคลุกคลี
กับคนมากเข้า สมาธิจิตเสื่อมลงก็ไม่เห็นอะไร แต่ครั้น
จึงบอก
จะบอกญาติโยมว่าไม่เห็นก็กลัวจะเสียชื่อ
ส่งเดชไปอย่างนั้นเอง ให้ญาติโยมตีความหมายเอาเอง
ถูกบ้างดังที่ทราบกันอยู่ เพราะเหตุนี้พระอาจารย์ทาง
จิตท่านจึงห้ามศิษย์มิให้หลงใหลในอำนาจจิตเหล่านี้
เพราะมันมีโทษสำหรับภิกษุปุถุชนมากกว่าคุณ ต่อ
เมื่อเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสได้เด็ดขาดแล้ว จะนำมา
ใช้ในการสร้างศรัทธาแก่ตนบ้างก็ไม่เป็นไร
“ถ้าอย่างนั้น การทำสมาธิก็มีจุดประสงค์
อย่างอื่นที่สูงกว่าอำนาจพิเศษทางจิตดังกล่าวนี้ ?"
"ถูกแล้ว อำนาจพิเศษดังกล่าวเป็นเพียง
ผลพลอยได้ของการทำสมาธิเท่านั้น ไม่ใช่จุดมุ่งสูงสุด
ถ้าใครหลงเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งเหล่านี้ คนนั้นก็เท่า
กับคนที่เดินทางไปสู่บ่อเงินบ่อทอง แต่พอไปครึ่ง
ทางกลางดงใหญ่ ก็ไปมัวเพลิดเพลินเก็บเอาก้อนกรวด
ก้อนหินรูปร่างสีสันแปลก ๆ อยู่จนค่ำมืด ในที่สุดก็ตก
เป็นเหยื่อของเสือร้ายกลางป่านั่นเอง
"อะไรละคะคือจุดมุ่งสูงสุดของการฝึกจิต?
"จุดมุ่งสูงสุดของการฝึกจิตก็คือ ขั้นแรกก็ทำ
จิตให้สงบเป็นสมาธิ เมื่อจิตเป็นสมาธิอย่างแน่วแน่
เกิดความ
“หมายความว่า อำนาจจิตพิเศษเหล่านี้ เป็น
อำนาจพิเศษเหนือวิสัยสามัญมนุษย์จริง ๆ ภิกษุ
ปุถุชนที่ได้อำนาจพิเศษเหล่านี้ จะเกิดความหลงใหล
เพลิดเพลิน และภาคภูมิใจเกินขนาดจนเข้าใจไปว่าตน
เป็นพระอรหันต์ไปเสียแล้ว ความเพลิดเพลินดีใจนั่น
แล้วความรู้ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งของดวงจิตจะแจ่มใส
และแหลมคมอย่างผิดปกติ เพราะนิวรณ์ที่ทำให้จิต
ขุ่นมัวไร้สมรรถภาพถูกกำจัดหมดสิ้นไปแล้ว และ
จิตมั่นคงแน่วแน่ไม่วอกแวก แล้วต่อจากนั้นให้นำตัว
ความรู้นั้นไปเพ่งพิจารณา อนิจจัง - ความไม่เที่ยงแท้
แน่นอนของชีวิต ทุกขัง - ความทุกข์ทรมานของชีวิต
และอนัตตา ความไม่มีตัวตนเราเขาของชีวิต เมื่อ
พิจารณาไป ๆ วิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้น เปรียบ
เหมือนเราเปิดไฟสว่างจ้าขึ้นในห้องที่มืดเมื่อวิปัสสนา-
กัลยาณมิตร ๙๑
Kalyanamitra.org