ข้อความต้นฉบับในหน้า
"อาตมาจะอธิบายเดี๋ยวนี้แหละ แต่ขอถาม
อีกนิดเถอะว่า พลังงานธรรมดา ๆ ที่รู้จักกันในวงการ
วิทยาศาสตร์ที่จะสามารถทะลุผ่านสิ่งกีดขวางต่าง ๆ
ไปได้มีมิใช่หรือ ? "
"มีหลายอย่างทีเดียว เช่นพลังงานแสงอาจ
ทะลุสิ่งโปร่งแสงที่มีขนาดหนา ๆ ไปได้ พลังงานเสียง
อาจทะลุสิ่งทึบ ๆ ไปได้ไกล ๆ พลังงานแสงเอ๊กซ์อาจ
จะผ่านทะลุของหนาได้ พลังงานรังสีแกมม่าอาจจะ
ทะลุแผ่นเหล็กกล้าหนาหลาย ๆ นิ้วไปได้
"จิตก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่ง และเป็นพลังงาน
ตลอดเวลา เปรียบเหมือนแสงไฟที่แผ่ซ่านออกไปโดยรอบ
ย่อมมีแสงสว่างน้อย มีพลังน้อย ถ้าเราสามารถรวม
พลังจิตให้เป็นหนึ่งได้ จิตจะมีพลังมาก สามารถส่งไป
ทำงานได้ไกล ๆ เปรียบเหมือนเรารวมแสงเทียน
แสงตะเกียง หรือแสงไฟฉายให้เป็นลำแสงได้ เราอาจจะ
พุ่งลำแสงนั้นไปไกล ๆ ได้
"ดิฉันพอจะเข้าใจแล้ว วิทยาศาสตร์บัณฑิต
สาวพูดพลางผงกศีรษะขึ้นลงเป็นเชิงเห็นด้วย
"ถ้าอย่างนั้น พระที่ท่านนั่งทางในดูสิ่งนั้น
สิ่งนี้ได้ก็หมายความว่า ท่านสามารถรวมจิตให้เป็น
พิเศษที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากพลังงานทั้งหลายที่ทาง กลุ่มเดียวได้ แล้วพุ่งลำพลังจิตนั้นไปดูสิ่งต่าง ๆ
วิทยาศาสตร์ค้นพบ พลังงานต่าง ๆ อาจจะผ่านทะลุ เหมือนฉายไฟฉายไปดูใช่ไหมคะ?
สิ่งกีดขวางไปได้ในรัศมีอันจำกัด แต่พลังงานจิตอาจ
จะผ่านทะลุทุกสิ่งทุกอย่างไปได้ในรัศมีอันไม่จำกัด
พลังงานธรรมดาเดินทางไปได้ในอัตราจำกัด แต่พลัง
งานจิตเดินทางได้เร็วในอัตราที่ไม่จำกัด เพราะฉะนั้น
เราอาจจะส่งพลังงานจิตของเราไปดูอะไรที่ไหนก็ได้
จะส่งไปฟังเสียงอะไรที่ไหนก็ได้
เอ ถ้าอย่างนั้นดิฉันทำไมถึงทำไม่ได้ล่ะคะ
ดิฉันก็มีพลังงานจิตเหมือนกันนี่"
"โยมมีพลังงานจิตก็จริง แต่จิตของโยมเป็น
จิตหยาบแข็งกระด้างมีพลังอ่อน ฉะนั้นจึงนำไปใช้ใน
การดู การฟังสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ได้ พลังงานจิตของโยม
จึงถูกจำกัดไว้แค่ประสาทตา ประสาทหูเท่านั้น ถ้า
ตาบอดเสีย โยมก็มองอะไรไม่เห็น ถ้าหูหนวกโยมก็จะ
ฟังอะไรไม่ได้ยิน โยมไม่สามารถจะส่งกระแสจิตออก
ไปทำงานพ้นวิถีประสาททั้ง 5 ได้
"ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรล่ะคะ?
"โยมต้องฝึกจิตโดยวิธีสมถะ ทำจิตเป็นสมาธิ
ต้องทำจิตที่หยาบกระด้างให้อ่อน ต้องทำจิตที่มีกำลัง
อ่อนให้มีกำลังแข็งกล้า จิตคนธรรมดาหยาบกระด้าง
"ถูกแล้ว"
แต่ดิฉันได้ฟังเขาพูดกันว่า เวลาเข้าสมาธิ
คนเข้าหมดสติ หมดความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น ตัวแข็งที่อ
มิใช่หรือคะ ?”
"การเข้าสมาธิแล้วหมดความรู้สึกนั้น มี
ทางอธิบายได้ ๒ อย่างคือ อาจจะเป็นไปได้ว่า ผู้เข้า
สมาธิบังคับจิตให้เป็นภวังคจิตแบบเดียวกับคนนอนหลับ
ๆ
หรือคนหมดสติ จึงไม่มีความรู้สึกใด ๆ อีกประการหนึ่ง
ผู้เข้าสมาธิอาจจะบังคับจิตให้เป็นสมาธิชั้นสูงที่เรียกว่า
สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่รับอารมณ์ใด ทั้งสิ้น ก็
อาจจะเป็นได้ ส่วนสมาธิธรรมดานั้นผู้เข้าสมาธิรวม
จิตลงเป็นหนึ่ง ไม่รับอารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕
คือตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ยังรับอารมณ์ทางใจที่
เรียกว่าธรรมารมณ์ หรือมโนภาพอยู่ แต่เพ่งจิตรับ
ธรรมารมณ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีความรู้สึก
ยังมีความตื่นตัวต่อธรรมารมณ์นั้นอยู่ จิตที่เป็นสมาธิ
แบบนี้มีกำลังมากเปรียบเหมือนแสงไฟที่ถูกรวมไว้ ณ
จุดเดียวกัน ส่วนสมาธิแบบหมดความรู้สึก และภวังค
จิตในขณะนอนหลับนั้น พลังจิตเหลืออยู่น้อยมาก
เพราะจิตมีสิ่งไม่บริสุทธิ์เข้าผสมคลุกเคล้า สิ่งที่ทำให้ เหลืออยู่เท่าที่พอจะรักษาเปลวชีวิตให้คงอยู่เท่านั้น นำ
จิตหยาบกระด้างท่านเรียกว่า นิวรณ์ มี ๕ อย่าง คือ
กามฉันทะ ความยินดีในกาม พยาบาท ความยินร้าย
ถีนมิทธะ ความง่วงซึม อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้ง
ซ่านรำคาญ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย คนธรรมดา
ทุกคนย่อมถูกนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
หลายอย่างพร้อมกันโจมตีอยู่ตลอดเวลา จึงมีจิตใจ
หยาบกระด้างไม่อ่อน ไม่บริสุทธิ์ อีกอย่างหนึ่งจิตใจ
ของคนธรรมดามีพลังน้อย เพราะมันแผ่ซ่านออกรับ
อารมณ์ต่าง ๆ ที่หลั่งไหลเข้าทางวิถีประสาททั้ง 5 อยู่
๙๐ ก ล ย า ณ ม ต ร
ไปใช้งานไม่ได้ สิ่งที่ให้ก็คือ การพักผ่อนกายและ
จิตอย่างวิเศษเท่านั้น
"ความสามารถที่จะใช้พลังจิตในการดูทางใน
ดังกล่าวนี้ ดิฉันได้ทราบมาว่า พระอรหันต์เท่านั้น
จึงจะมีได้ มิใช่หรือคะ?”
"คนธรรมดาหรือพระภิกษุปุถุชนที่ฝึกฝน
ทางจิตอย่างจริงจัง ก็อาจจะมีความสามารถทางจิต
เหล่านี้ได้ พระอรหันต์เองก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสามารถ
พิเศษเหล่านี้ทุกองค์ พระอรหันต์ประเภทสุขวิปัสสกะ
Kalyanamitra.org