ข้อความต้นฉบับในหน้า
เส้น
ทาง
สาย
ไหม
สูงประมาณ ๔๕ เมตร ฐานกว้างประมาณ
๒๓๐ เมตร จึงพอจะเทียบได้กับมหาปิระมิด
แห่งอียิปต์ จักรพรรดิอู่ตี้เป็นเจ้าผู้ครองแผ่นดินจีน
และเพื่อที่จะช่วยให้พระองค์ได้ครองเมืองเชียงหนู
ซึ่งอยู่ทางเหนือและเป็นเผ่าบรรพบุรุษของพวกฮั่น
พระองค์จึงได้ตัดสินพระทัยที่จะผูกมิตรทางการ
ทหารกับประเทศทางตะวันตกที่เรียกว่า "เดี๋ยวชื่อ
จักรพรรดิอู่ตี้ได้ทรงเรียกอาสาสมัครเพื่อ
และ
นำพระราชสารของพระองค์ไปเยี่ยวชื่อ
คนที่มารับอาสามีชื่อว่า “จางเซียน” จางเตี้ย
ได้เริ่มเดินทางไปทางตะวันตกพร้อมกับคนนำ
ทางคนหนึ่งชื่อ ดังฟู พร้อมทั้งเพื่อนร่วมเดิน
ทางอีกประมาณ ๑๐๐ คน
คณะของจางเสี้ยนประสบความล้มเหลว
เพราะจักรพรรดิเมืองทางตะวันตกไม่สนพระทัย
ที่จะผูกมิตรกับประเทศจีนไม่ว่าในทางใด
การเดินทางของคนเชิญพระราชสารคณะ
นี้ใช้เวลาถึง ๑๓ ปี และถูกพวกฮั่นจับตัวไป
ถึงสองครั้ง พวกคณะผู้ติดตามสาบสูญไปหมด
และตอนที่กลับมาถึงเมืองฉางอาน ก็เหลือแต่ จางเสี้ยนและดังเท่านั้น แต่ทั้งคู่ก็ย่ำแย่เต็ม
ประดา แต่จางเสี้ยนก็มิได้เสียเวลาไปโดย
เปล่าประโยชน์ พอได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า
องค์จักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ก็ได้กราบทูลว่า
"ดินแดนทางภาคตะวันตกนั้น ล้วนแต่มี
ม้าดี ๆ ที่มีฝีเท้าราวกับบิน หยาดเหงื่อของมัน
หรือก็หยาดอยู่แดงฉานประดุจโลหิต สืบพันธุ์
มาจากพันธุ์ที่เรียกว่า ม้าสวรรค์
องค์จักรพรรดิทรงสนพระทัยในคำพรรณ
นาเรื่องม้าวิเศษดังกล่าวนี้ เพราะในระหว่างที่
ทำการสัประยุทธ์กับพวกฮั่น พระองค์ก็พบว่า
มักจะเสียเปรียบอยู่ร่ำไป เพราะม้าของจีนมี
ฝีเท้าช้ากว่า ตัวเล็กกว่า รวมแล้วเก่งไม่เท่า
ม้าของพวกเผ่าเร่ร่อน และหลังจากที่พระองค์
ได้ม้าพันธุ์ตะวันตกที่มีชื่อมาบ้างแล้ว จักร
พรรดิฮั่นอู่ตี้ก็ทรงนำกำลังขึ้นไปเพื่อเข้าต่อที่เมือง
เซียงหนู กองทัพของพระองค์มีขุนพลหนุ่มชื่อ
เฮอะ ซิ่ว ปิ๊ง
๓๐ กัลยา ณ มิตร