ความงามของธรรมชาติระหว่างการเดินทาง วารสารกัลยาณมิตร ปี 2533 ฉบับที่ 10 หน้า 109
หน้าที่ 109 / 124

สรุปเนื้อหา

ไทรใหญ่ใบ ดรากห้อยย้อยติดกับแผ่นพสุธา ทั้งหมู่ สกุณาก็ร้อง บ้างจับจ้องจะแจ้งจำนรรจา บ้างก็ เมียงมองหาคู่นกเหล่านี้ บ้างก็มีสีหมึกมัวหมอกหม่น หมู่มยุราเล่าก็มีท่าทาง เบิกบานรำแพนหางพวกนกยางเยื้องย่อง บ้างแดงดำขำขนสลับสี กระเรียนร้องก้องกังวานไพร เหล่า - สาลิกาจับไม้แล้วเมียงมอง ร้องประกาศเสียง ดังคนจำนรรจา มองไปทางเบื้องขวา เห็นสระ โบกขรณีน้ำใสสะอาดเดียรดาษด้วยปทุมชาติห้าประการ บานสลอนฟุ้งไปด้วยเกสรรสเรณู หมู่แมลงภู่บิน หว่างภูผา ภูเขาใหญ่นั้น เมื่อมองจากที่ไกลจะ ปรากฏเป็นแสงมอหมึกหม่นหมอกเมฆสลับกัน เมื่อ กระทบแสงสุริยาเมื่อยามสาย มองดูประหนึ่งสายรุ้ง พึ่งพาดผสานแสงสุดส่องสว่างฟ้า บ้างเป็นสีโมรา ลายระดับดูวะวามวับจับแสงสุริยวโรภาส ประหนึ่ง ดาษระดับไว้ด้วยแก้วมณี U แลเป็น างแห่งผ่านหมู่พฤกษาสู

หัวข้อประเด็น

- ความงามของธรรมชาติระหว่างการเดินทาง

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ไทรใหญ่ใบ ดรากห้อยย้อยติดกับแผ่นพสุธา ทั้งหมู่ สกุณาก็ร้อง บ้างจับจ้องจะแจ้งจำนรรจา บ้างก็ เมียงมองหาคู่นกเหล่านี้ บ้างก็มีสีหมึกมัวหมอกหม่น หมู่มยุราเล่าก็มีท่าทาง เบิกบานรำแพนหางพวกนกยางเยื้องย่อง บ้างแดงดำขำขนสลับสี กระเรียนร้องก้องกังวานไพร เหล่า - สาลิกาจับไม้แล้วเมียงมอง ร้องประกาศเสียง ดังคนจำนรรจา มองไปทางเบื้องขวา เห็นสระ โบกขรณีน้ำใสสะอาดเดียรดาษด้วยปทุมชาติห้าประการ บานสลอนฟุ้งไปด้วยเกสรรสเรณู หมู่แมลงภู่บิน หว่างภูผา ภูเขาใหญ่นั้น เมื่อมองจากที่ไกลจะ ปรากฏเป็นแสงมอหมึกหม่นหมอกเมฆสลับกัน เมื่อ กระทบแสงสุริยาเมื่อยามสาย มองดูประหนึ่งสายรุ้ง พึ่งพาดผสานแสงสุดส่องสว่างฟ้า บ้างเป็นสีโมรา ลายระดับดูวะวามวับจับแสงสุริยวโรภาส ประหนึ่ง ดาษระดับไว้ด้วยแก้วมณี U แลเป็น างแห่งผ่านหมู่พฤกษาสูงไสว พุ่ม ๆ เขียวชอุ่มขจิตขจี ดังเอาฉัตร นิลมณีมากางกั้น แลเป็นจังหวะระยะ ชั้นอยู่เรียงราย รุกขชาติทั้งหลายเล่าก็ ล้วนทรงผกามาศ ผลดกดาษดูตระการ มีสุคนธชาติ หอมหวานฟุ้งตลบ บางที่มองเห็นเป็นป่าชัฏ มีสาขาเกี่ยวกระหวัด ดูตระการ ยามเมื่อพระพายรำเพยก็ประสานเสียง เสนาะก้องป่า บางแห่งเป็นลำธารไหลมาจากท่อคีรี ห้วยละหานผา อาเกียรณ์ไปด้วยเต่าปลาคลาคล่ำ โดดดิ้นดำในนที่ ณ ริมลำธารนั้น มีมหานิโครธ วนว่อนเชยเกสรอันเป็นที่ต้องการ หมู่เกวียนแห่ง อโศกและศีขรินผ่านมาตามลำดับ มัชฌันติกสมัยเที่ยงวัน จนกระทั่งเข้า หลังจากได้หยุดพักกลางวัน ณ แนวป่าแห่ง หนึ่งแล้ว ขบวนเกวียนก็ออกเดินทางต่อไป จวบจน ย่ำสนธยา ฝูงวิหกนกกาเริ่มโบยบินกลับสู่รวงรัง พระอาทิตย์สีแดงเข้มกำลังจะอำลาทิวากาล ท้องฟ้า ด้านตะวันตกระบายสีเมฆม่วงสลับแสดเข้ม เมฆสลับ ซับซ้อนคล้ายภูเขาเล็ก ๆ ซ้อนกันและรายเรียง ขบวน เกวียนจึงได้หยุดพัก แก้โคออกและเล็มหญ้าหุงหา อาหารบริโภคและพักผ่อนเอาแรงไว้เดินทางต่อไป คืนนั้นเป็นคืนแรม ๒ ค่ำแห่งเดือนจิตระ (เดือน ๕) พอพระอาทิตย์ตกดินไปไม่นานประมาณกึ่งปฐม ยามแห่งราตรี ตะเกียงฟ้าดวงกลมโตก็ถูกจุดสว่าง ขึ้นทางบุรพทิศ สาดแสงสีนวลลงสู่ท้องหญ้าริมลำธาร อันเป็นที่พักหมู่เกวียน อโศกและศีขรินบริโภคอาหารเรียบร้อยแล้ว ออกเดินชมความงามแห่งธรรมชาติอันตื่นตาตื่นใจ กลิ่นดอกไม้ป่ารวยระรื่นมาตามสายลม ช่างสดชื่น และปลอดโปร่งอะไรอย่างนั้น! "ยุพราช! พระองค์ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างในการ เดินทางครั้งนี้?” ศีขรินทูลถาม "บอกไม่ถูก พูดยาก” อโศกตอบ “เพลิดเพลิน ในการเดินทาง แต่ใจก็อดกังวลเรื่องข้างหลังไม่ได้ เรายังใหม่ต่อการเดินทางเกินไป คิดถึงเสด็จแม่” "นอกจากเสด็จแม่แล้วทรงคิดถึงใครอีกบ้าง?” Kalyanamitra.org กัลยาณมิตร ๑๐๗
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More