ข้อความต้นฉบับในหน้า
เผยแพร่พระเกียรติคุณไว้ในวโรกาสมหามงคลสมัย
มีพระชนมายุครบ ๓๖ พรรษา ในวันที่ ๒
เมษายน พ.ศ.๒๕๓๔ นี้
เมื่อทรงศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุเพียง
๑๔ พรรษา
เท่านั้น แต่แววกวีและความเป็นนักเขียนของ
พระองค์เริ่มฉายแสงแรงกล้า ทรงมีความนึกคิด
ทรงอธิบายว่า ภาษาอังกฤษนั้นเป็นภาษากลาง
ของโลก เมื่อรู้ภาษาอังกฤษแล้วจะทำให้สามารถ
เผยแพร่วัฒนธรรมไทยได้ ตั้งแต่นั้นมาทรงตั้งพระ
ราชปณิธานว่าจะค้นคว้าทางภาษาไทย วรรณคดี
- ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย และเผยแพร่ความรู้
เหล่านั้นให้ผู้อื่น
และชาวต่างประเทศทราบ
และคงเป็นเหตุผลสําคัญยิ่งประการหนึ่งที่ทำให้
ลึกซึ้งเกินกว่าพระชนมายุมากมายนัก จะเห็นได้
จากความตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์เรื่อง "ฉันชอบ
อ่านหนังสือ” ดังนี้
...ภาษาเป็นบ่อเกิดของวรรณกรรม เมื่อ
มนุษย์ได้รวบรวมกันเป็นหมู่ก็ได้คิดภาษาพูดขึ้น
เพื่อเป็นสื่อใช้ติดต่อในกลุ่มเดียวกัน ในเวลาต่อ
มาเมื่อมนุษย์รวมกลุ่มกันขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ ความ
ต้องการที่จะจารึกเรื่องราวของตนและวิชาการ
ต่าง ก็เกิดขึ้น จึงได้คิดตัวหนังสือและบัน -
ทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นไว้
หนังสือเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้ต่าง ๆ
นักปราชญ์ในสมัยโบราณได้ใช้หนังสือบันทึก
ความรู้และความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ไว้ เป็น
สมบัติตกทอดมาถึงสมัยปัจจุบันเป็นอันมากเช่น
กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์
เป็นต้น...
และในตอนท้ายของพระราชนิพนธ์บทนี้
ทรงแต่งเป็นกลอนสุภาพ บ่งถึงพระอุปนิสัยชอบ
อ่านหนังสือของพระองค์ไว้ว่า...ชั่วชีวันฉันอ่าน
ได้ไม่เบื่อเลย
สมัยทรงพระเยาว์นั้น ได้ทรงศึกษาทาง
ด้านวิทยาศาสตร์ แต่ต่อมาทรงเปลี่ยนพระทัย
เพราะทรงดำริว่าควรศึกษาวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อ
ชาติบ้านเมืองให้มากที่สุด พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรม
ราชินีนาถ ทรงแนะนำให้พระราชธิดาทรงศึกษา
วิชาภาษาไทย และภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะ
ภาษาอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทรงตัดสินพระทัยศึกษาต่อในคณะอักษรศาสตร์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงให้
ความสำคัญกับการศึกษามาก พระองค์ทรงสำเร็จ
การศึกษาระดับปริญญาเอกการศึกษาดุษฎีบัณฑิต
สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรี
นครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙
และเมื่อมีโอกาสเสด็จฯเยือนต่างประเทศคราวใด
ในหมายกำหนดการจะต้องมีการเสด็จฯทอดพระ
เนตรงานทางด้าน ระบบการศึกษาของประเทศ
นั้น ๆ แทบทุกครั้งเพราะพระองค์มีพระราชดำริ
มาแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ว่า "ประเทศทั้งหลาย
ย่อมเจริญได้ด้วยการศึกษา
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเห็น
ว่าเวลาเป็นของมีค่า ดังความในพระราชนิพนธ์
เรื่อง"อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
บางตอน ว่า... ผู้ที่ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงไปโดย
เปล่าประโยชน์นี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ใน
อัปปมาทธรรมคือ มีความไม่ประมาท เพราะ
เมื่อไม่ประมาทแล้ว ย่อมระลึกอยู่เสมอว่า ในที่
สุตตนก็จะต้องสิ้นชีวิตลง และต้องใช้เวลาที่ยัง
เหลืออยู่พิจารณาธรรมและกระทำกิจของตนด้วย
ความเพียร... จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทั้ง ๆ ที่
ๆ
ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย แต่ยังทรงแบ่ง
เวลาทรงพระราชนิพนธ์บทความ สารคดีต่าง ๆ
ตลอดจนบทกวี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน
ตามพระราชอัธยาศัยได้อีกคณานับ ยังไม่รวมไป
ถึงการเป็นพระอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อย จปร.
กั ล ย า ณ ม ต ร
๑๙