ข้อความต้นฉบับในหน้า
"ลุงเป็นอะไรกับเด็กคนนี้
"เป็นปู่ของเขา”
"น่าเอ็นดูดีนี่” พ่อพูด
"น่าสงสารมาก”
"แล้วทำไมลุงไม่เลี้ยงเสียเองล่ะ?”
“กระหม่อมเลี้ยงมาหลายปีแล้ว แต่เห็นว่า
เวลานี้แก่มากแล้ว ไม่ทราบว่าจะตายวันไหน ถ้า
ตายลงเป็นห่วงหลานว่า ไม่ทราบจะอยู่กับใคร จึง
นำมาฝากพระองค์ไว้ให้หายห่วง ต่อไปกระหม่อม
คงจะนอนตาหลับ จะตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ไม่เป็นไร”
"ทำไมลุงจึงคิดเอามาฝากฉัน เจ้านายคน
อื่นก็มีทำไมลุงจึงเจาะจงนำหลานมาฝากฉัน?” พ่อ
ถาม
“เกล้ากระหม่อมได้รับทราบกิตติศัพท์ว่า
พระองค์ทรงมีพระเมตตา พระกรุณาดี เห็นใจคน
ยากจนอยู่เสมอ”
“ตกลงพ่อได้รับหลานของพราหมณ์คนนั้นไว้
เธอชื่อชลิตา ผิวขาวท้วมคล้าย ๆ ลูก เวลานั้นชลิตา
มีอายุ ๑๕ ปีพอดี พ่อรับไว้ใช้สอยใกล้ชิด ด้วย
สงสารว่าเป็นเด็กกำพร้า”
"ลูกเอย! เด็กกำพร้านั้นไม่ว่าในเมืองเราหรือ
ในเมืองไหน ล้วนแต่เคยลิ้มรสแห่งความขมขื่นมา
แล้วทั้งสิ้น ใครเล่าจะรักเด็กเหล่านั้นเหมือนมารดา
บิดาของเด็กเอง ถ้าผู้ที่รับเลี้ยงไม่มีบุตรธิดาของ
ตนเองก็ค่อยดีนิดหนึ่ง แต่หากผู้รับเลี้ยงไว้มีบุตร
ธิดาของตนเองอยู่แล้ว เด็กกำพร้านั้น จะอยู่ในฐานะ
หลานหรืออะไรก็ตามจะมีความเป็นอยู่เพียงเครื่องรอง
มือรองเท้าของครอบครัวนั้นเท่านั้น เรื่องที่จะให้มี
ฐานะเหมือนลูกของเขานั้นอย่าหวังเลย ถ้าทำดีจน
ผู้ใหญ่รัก พวกเด็ก ๆ ลูกของเขาก็จะริษยาหาเรื่อง
เอาจนได้ ถ้าทำเสียเขาก็ดูหมิ่นเหยียดหยามหนัก
ลงไปอีก จะผิดจะถูกก็ต้องหวานอมขมกลืน โดย
เฉพาะเด็กผู้หญิงด้วยแล้วก็ได้แต่หันเข้าหาที่ปรึกษา
คือน้ำตาเท่านั้น
เด็กกำพร้า เมื่อพึ่งพาอาศัยเขาอยู่ เขาก็
ใช้งานแทบทุกอย่าง ซึ่งส่วนมากก็มักจะเกินกำลังเด็ก
เพื่อเรียกค่าน้ำค่าข้าวคืนมา เขามีความรู้สึกฝังอยู่
ว่าเด็กจะต้องทดแทนบุญคุณของเขาไปตลอดชีวิต
เมื่อเติบโตขึ้นพอจะทำมาหาเลี้ยงชีพเองได้แล้ว ถ้า
จะจากไป เขาก็หาว่าเด็กปีกกล้าขาแข็งแล้วเริ่มอวดดี
จากไปยากเหลือเกิน
เด็กเองก็ผะอืดผะอมเรื่อง
ทำนองนี้อยู่เสมอ ๆ ชีวิตเด็กกำพร้านี่น่าอเนจอนาถ
เสียจริง ๆ !
“เรื่องที่พ่อกล่าวนี้ เป็นความจริงในชีวิต
ของเด็กกำพร้าทั่วไป แต่ต้องยกเว้นไว้คนหนึ่ง คือ
ชลิตา ทั้งนี้เพราะบุญยกาญจน์-ปู่ของเธอรักเธอมาก
๙๐ ก ล ย า ณ ม ต ร