ข้อความต้นฉบับในหน้า
5b
และไทย คนไทยนั้นดื่ม และถือว่าชาเป็นเครื่อง
ดื่มแห่งรสนิยมมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยา
และก่อนนั้น เพราะว่า เราค้าขายกับจีนมานาน
แสนนานนั่นเอง ส่วนประเทศทางตะวันตก ที่นำ
เอาไปแพร่หลายและนิยมกันอย่างมากมาย จน
เป็นที่สองรองจากจีน คือประเทศอังกฤษ ดังนั้น
จำนวนของชาจึงทวีจำนวน และประเภทมากขึ้น
แต่พื้นที่การปลูกไม่ได้ขยายตัวมากนัก ที่ปลูกมาก
นอกจากในจีนแล้ว ก็มีที่รัฐอัสสัม ในประเทศ
อินเดีย และที่ศรีลังกา สำหรับประเทศไทย
เพิ่งเริ่มกันในช่วงเวลาไม่นานมานี่เอง ตอนนี้ ที่
ดูเหมือนจะปลูกมากคือบริเวณเทือกเขาบนดอย
แม่สลอง ซึ่งเป็นชาพันธุ์ดี และปลูกอย่างถูก
กรรมวิธีของจีนแท้ ๆ ดังเดิม
การเพาะปลูก และเก็บชานั้น ต้องทำ
กันอย่างด้วยความเข้าใจ และชำนาญ เช่นการ
เก็บใบชา เขาจะเก็บกันในเวลาก่อนฟ้าสาง ไป
จนกระทั่งฟ้าสว่างพอเห็นลายมือชัด ถึงจะได้ชา
ที่มีคุณภาพดี และจะต้องเก็บเพียงกิ่งละหนึ่ง
ยอดเท่านั้นถึงจะถือว่าดีที่สุด หากเกินกว่านั้นก็
ไม่ควรเกินสองหรือสามยอด
ทั้งการเก็บ ยังมีเคล็ดลับมากกว่า คือ
ต้องปลิดยอดชาด้วยเล็บเท่านั้น ห้ามใช้วิธีหัก
โดยเด็ดขาด ดังนั้น ผู้หญิงจึงมักจะทำหน้าที่
เก็บชาเป็นส่วนใหญ่ เข้าใจว่ากันมิให้ราก และ
ต้นช้านั่นเอง
และเมื่อได้ใบชาแล้ว ยังจะต้องมามี
กรรมวิธีอีกมากมายกว่าจะบริโภคได้ ทั้งขาที่สามารถ
บริโภคได้แล้วก็ยังแบ่งออกเป็นที่หนึ่ง
ดีสอง
และดีสามอีกด้วย ที่เห็นเป็นใบใหญ่ไม่มีผงหรือ
เศษเลยนั้น ถือว่าเป็นประเภทที่หนึ่ง ส่วนดี
สองก็รองลงมา แต่ที่แย่ที่สุด ถือว่าเลวที่สุด ที่
นักกินชา หรือนักนิยมชาทั้งหลายจะไม่ยอมดื่ม
เลยได้แก่ชาประเภทถุง เพราะมักเป็นชาที่ป่น
แทบจะเป็นฝุ่นแล้วมาห่อไว้ ผลคือทําให้ได้รส
ของซาไม่เต็มที่นั่นเอง
ซึ่ง John Blofeld นักนิยมซา ที่เขียน
อะไรต่ออะไรเกี่ยวกับชาไว้มากมาย บอกว่า ตัว
เขาจะไม่ยอมดื่มชาที่ชงจากถุง (Tea Bag) เป็น
อันขาด นอกจากจะได้รับการยืนยันว่าชาถุงนั้น
ไม่ได้ใช้เศษชาในบรรจุ (หลอกเขาไม่ได้ดอกค่ะ
...ผู้ชำนาญเรื่องชานั้น เพียงได้กลิ่นก็ทราบ
แล้วว่าชาแก้วนั้นน่ะ.....อยู่ในระดับไหน)
บ
ก็คงจะจบเรื่องของขากันเพียงเท่านี้...
ทั้งที่มีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเพณีดื่ม
ชาที่เรียกว่า Chanoyu หรือ Tea Ceremony
ของญี่ปุ่น ชาผสมดอกไม้...ผลไม้หรือความ
แตกต่างของชาบนแผ่นดินจีน กับแผ่นดินอื่น ๆ
เพราะเดี๋ยวจะเบื่อกันเสียก่อน แต่ถ้าไม่เบื่อเชิญ
ลองดื่มชาดูสิคะ....คุณอาจเป็นนักดื่มชาได้....ไม่ยาก
เพียงแต่หาทำเลสงบ เหมาะ ๆ ในบ้าน
กับเครื่องใช้ไม้สอยเท่าที่
หาขาที่พอเชื่อถือได้
พอจะหาได้ แล้วลองชงดื่มอย่างสบายอารมณ์ดู
บางทีคุณอาจจะหาคำตอบได้ว่า ทำไมโสถังจึง
ดื่มชาเพียงเจ็ดถ้วย...
และถ้าจะให้ครบสูตรของจีนแต่โบราณ
จะต้องดื่มไปพิจารณาบทกวี ปรัชญา หรือว่าทำ
สมาธิโดยปล่อยใจให้สอดคล้องไปกับธรรมชาติ
ไปอย่างง่าย ๆ เผื่อจะได้วิธีชงชาชีวิตให้มีสีสวย
และไม่ฝาดเกินไป
ก ล ย า ณ ม ด ร
Kalyanamitra.org