ข้อความต้นฉบับในหน้า
เลยรีบตัดบทด้วยการถาม
"ถ้าเป็นสมัยโน้นล่ะคะ สมัยรัชกาลที่
5
น่ะพี่”
“ที่จริงก็ไม่มีตำราเล่มใดบอกไว้นะ แต่พี่
คิดเอาเองนะว่าการที่พระองค์ทรงนำพระพุทธรูป
ทั้งที่สมบูรณ์และชำรุดเข้ามานั้น น่าจะมีเหตุผล
๓ ประการ ประการแรก พระพุทธรูปเหล่านั้น
เคยเป็นที่เคารพกราบไหว้ของชาวบ้าน ถ้าชาวบ้าน
รู้ว่าท่านนำมาซ่อมแซมให้สมบูรณ์ ชาวบ้านก็คงดีใจ
รู้ว่า อ้อ... บ้านเมืองสงบสุขแล้ว พระมหา
กษัตริย์ทรงมีเวลาเอาพระทัยใส่ในการบำรุงศาสนา
นับว่าเป็นการเสริมกำลังใจคนไงล่ะ
ประการที่สอง เมื่อชาวบ้านทราบว่า
ท่านนำพระพุทธรูปที่เขาเคยบูชามายังกรุงเทพฯ
ราชธานีใหม่ เป็นพี่นะพี่ก็คงอยากมาดูว่าสิ่งที่
เราเคยเคารพบูชานั้น อยู่ที่ไหน แล้วคงอยากรู้
อยากเห็นว่าเมืองหลวงใหม่เป็นยังไง สวยงามไหม
ถ้าใหญ่โตสง่างามก็แปลว่าบ้านเมืองเราเข้มแข็ง
มีกำลังแล้วทั้งกำลังทรัพย์ และกำลังคน คนก็
อยากมาอยู่ใช่มั้ยล่ะ วิธีนี้แหละดีมากเลยนะ
เป็นวิธีการรวมกำลังคนได้โดยไม่ต้องเกณฑ์ผู้คน
มาอยู่ ไม่ต้องฝืนใจคน ตามมาอยู่เองอย่างสมัครใจ”
"นั่นซิคะ มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์
ที่ชอบอยู่ที่เจริญ ที่สะดวกสบาย”
"นั่นแหละที่เขาเรียกว่า ติดสุขละ พี่ยัง
สงสารพระเจ้าตากอยู่ และคนสมัยนั้น เราเพิ่ง
กู้ชาติ พระองค์ท่านทรงเหนื่อยรบแล้ว ยังต้อง
เกณฑ์ผู้คนโดยประกาศป่าวร้องแจกเงินทองข้าว
ปลาอาหารให้คนกรุงศรีฯ และหัวเมืองใกล้เคียง
มาอยู่ธนบุรีกับท่าน เรียกว่าทั้งจ้างทั้งเกณฑ์
นั่นเอง เพื่อให้ธนบุรีมีกำลังคนพอจะต่อสู้ข้าศึก
สมัยก่อนกำลังคนสำคัญมากเชียวนะ ปืนจรวด
ยิงข้ามประเทศเรายังไม่มี สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี
และรัชกาลที่ 9 ปืนใหญ่เรามีน้อย เสียหายสมัย
เสียกรุงศรีฯ เสียแยะ พม่าขึ้นไปไม่น้อย
"นั่นซิคะ เราเสียทีแล้ว เรื่องอะไรพม่า
จะทิ้งปืนใหญ่ที่ใช้ได้ไว้ให้เราไล่ยิง เขาก็ต้องขน
ไป แล้วประการที่สามเล่าคะ”
"อ้อ... ประการที่สาม พี่ก็คิดเองอีก
นั่นแหละว่า การที่รัชกาลที่ 9 ทรงนำพระพุทธรูป
จากวัดร้างที่อยู่เหนือธนบุรี-กรุงเทพฯ
อมิให้เป็นกำลังของศัตรู”
เพจม
ลงมาก็
"อะไรกันคะ พระพุทธรูปจะเป็นกำลัง
ของข้าศึกศัตรูได้ยังไง” ฉันด้านเสียงหลงเชียวละ
“อ้าวลักขณ์ลืมไปแล้วรึไงว่าพระพุทธรูป
เหล่านั้นทำด้วยโลหะสำริด ปืนใหญ่เขาก็ใช้โลหะ
สาริดหล่อนะจ๊ะ ฉะนั้นพม่าเดินทัพมาแน่นอน
ต้องมีปืนใหญ่มาบ้าง แต่ข้ามภูเขามาหลายลูก
กว่าจะมาถึงไทย ฉะนั้นคงไม่ขนมามากก็มาหา
เอาในไทย ง่ายที่สุดก็คือเขาพระพุทธรูปสำริด
มาหลอมแล้วหล่อปืนใหญ่แทน
ฉันมาถึงบางอ้ว แต่ก็อดท้วงไม่ได้ว่า
"พี่คะ พม่าก็นับถือศาสนาพุทธเหมือนพวกเรานะคะ
เขาจะทำอย่างงั้นคะ มันบาปนะคะ”
"สงครามไม่มีคำว่าบาป แล้วลืมคำว่า
ศาสนา" พี่นิภาท้าเสียงดุห้าวขึ้นมาทันที ไม่รู้
ว่าเพราะเลือดรักชาติแรงหรือแรงแค้นยังไม่ดับ
แล้วทำเสียงแข็ง ๆ เมื่อพูดต่อว่า “ลักษณ์จำได้
มั้ย เมื่อเนเมียวสีหบดีตีกรุงศรีฯ ได้แล้ว มิใช่
เพียงปล่อยให้ทหารของตนฉุดคร่าทำร้ายผู้หญิง
และปล้นสะดมฆ่าฟันชาวไทยเท่านั้น ยังปล่อย
ให้พวกตนจุดไฟเผาผลาญเมืองของเรา ซ้ำร้าย
ยังสุมไฟองค์พระศรีสรรเพชญ์ฯ ลอกทองคำที่หุ้ม
ภายนอกหนัก ๒๔๖ ซึ่ง ก็ราว ๑๗๑ กิโลกรัม
ออกไปเหลือแต่หุ่นองค์พระที่เป็นทองสำริด แล้ว
ก็คงทำกับองค์อื่น ๆ ที่หุ้มทองด้วย ลักขณ์เห็น
รึยังล่ะ เขาทำอย่างไรกับพระพุทธรูปของเรา
ทั้ง ๆ ที่นับถือศาสนาเดียวกับเรา”
ฉันพึมพำรับค่าด้วยรู้สึกอัดอั้น
ตันใจบอกไม่ถูก เบญจ์รู้สึกยังไงบ้างเมื่ออ่านถึง
ตรงนี้
"ใช่ อย่างน้อยก็ทำให้เรายังมีของเก่า
เหลืออยู่ ทำให้คนรุ่นพี่รุ่นเธอ และรุ่นลูกหลาน
เราพอได้รู้จักพุทธศิลป์สมัยอยุธยา ไม่ต้องวิ่งโร่
ไปดูที่ต่างประเทศ แล้วที่สำคัญพระพุทธรูปสำริด
ไม่ถูกทำลายด้วยการถูกหลอมมาทำปืนใหญ่ฆ่า
๗๒
ก ล ย า ณ ม ต ร