ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ตอนนี้อาตมาจะขึ้นชั้นปีที่ ๒ จบปีหนึ่งเกรดเฉลี่ย
๓.๒ ชอบเรื่องการออกแบบ หรือการวาดรูป ซึ่งชอบมา
ตั้งแต่เด็ก ครั้งแรกไม่ได้ตั้งใจเข้าสถาปัตย์หรอก คิดจะ
เรียนหมอ แต่ในช่วงหลังรู้สึกว่าตัวเองจะถนัดออกแบบ
มากกว่า”
ความภูมิใจ
“อาตมาได้มาช่วยงานแผนกต้อนรับที่วัดพระ
ธรรมกายเป็นเวลา ๑ ปีแล้ว และได้ฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการฝึกสมาธิทำให้เรารู้จักแบ่งเวลา เรียนสถาปัตย์มี
งานมาก ได้มาช่วยงานที่วัดก็เพียงวันเสาร์-อาทิตย์
แต่อาตมาก็เชื่อมั่นในบุญมาก ทำให้การเรียนไม่ตกเลย
มีความคิดอยู่ว่า ต้องพยายามทำให้เพื่อนเห็นว่าเรามา
วัดแล้วการเรียนก็ไม่ตก เป็นตัวของตัวเอง ถึงเวลาควร
เงียบก็เงียบ ถึงเวลาสนุกก็สนุก เมื่อเป็นอย่างนี้ พ่อแม่
ก็ไม่ขัด เพราะเราทำตัวให้ท่านเห็นว่า เรามาวัดแล้ว
การเรียนก็ไม่ตก มีความประพฤติที่ดี มีเพื่อนดี ทำให้
พ่อแม่ภูมิใจในตัวเราได้”
ท่านหยุดไปชั่วขณะ ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า
“ในการทำตัวให้เป็นที่รัก อยู่ที่ตัวเราต้องทำ
กับเขาก่อน ให้คำพูดที่ดีกับเขา เราก็ได้คำพูดที่ดีตอบ
ให้ความจริงใจกับเขาเราก็ได้ความจริงใจตอบ มองโลก
ถึงตอนนี้คงจะอยากทราบกันแล้วว่า ท่านมีหลัก
ในการปฏิบัติตัวอย่างไรจึงทำให้การเรียนอยู่ในระดับดี ในแง่ดี กับผู้ใหญ่เราก็อ่อนน้อมถ่อมตน มีความเคารพ
ถึงเพียงนี้ได้
อย่างมาก โดยเฉพาะกับครูบาอาจารย์ ต้องพยายาม
กลับมามองตนเองเสียบ้าง เพราะการมองตนเองและ
สำรวจข้อบกพร่องต่าง ๆ แล้วพยายามแก้ไขสิ่งเหล่านั้น
ให้ดียิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้นับเป็นการฝึกฝนตนเองได้
“อาตมาขวนขวายในการเรียนเองมาตั้งแต่เด็ก เข้าหาผู้ใหญ่ และเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน แล้วย้อน
ต้องเรียนภาษาจีนด้วยได้ที่ ๒ ที่ ๓ เวลาเรียนต้องตั้งใจ
เรียน ทำใจให้เป็นสมาธิ ถ้าไม่เข้าใจก็พยายามเข้าหา
อาจารย์ อย่างการเรียนสถาปัตย์ต้องอาศัยประสบการณ์
จากอาจารย์มากคือ ต้องฟังมาก ๆ อย่าปล่อยเวลาให้ อย่างดียิ่ง”
ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เวลามีงานก็ต้องรีบทำทันที
และทั้งหมดนี้คือ สิ่งที่ท่านฝากไว้ให้เราได้ศึกษา
ดูทีวีให้น้อยลง หมั่นทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาเสมอ จริง ๆ ค่ะ
และที่สำคัญคือ อย่าท้อถ้อย พยายามทำใจให้รักสิ่งที่
ท่านจบการสนทนาด้วยคำพูดที่แฝงด้วยนัยยะ
ๆ จน
เราคิดว่าทำไม่ได้ แล้วที่สุดเราจะประสพความสำเร็จ” ข้อคิด และหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ดีมาก
ใช่ว่าเราจะศึกษาแต่เพียงในตำราที่อยู่ตรงหน้า ทำให้พวกเราต้องหันมาสบตากัน พร้อมแอบอมยิ้มให้
เสียเมื่อไหร่ ชีวิตทุก ๆ ชีวิตที่ดำรงอยู่ต้องมีคนอื่น มี กัน เพราะสิ่งที่ท่านกล่าวมานั้น..... ก็เป็นข้อคิดให้กับ
สังคม มีการอยู่ร่วมกัน ไม่มีใครประสพความสำเร็จได้
ด้วยตัวคนเดียว ผู้คนและสิ่งแวดล้อมย่อมเกื้อกูลด้วย
เสมอ เราลองมาฟังทัศนะของท่านดูนะคะ......
“ในวัยเรียน เพื่อนเป็นบุคคลที่สำคัญ เราต้อง
รู้จักคบเพื่อนที่ดี มีน้ำใจ ซึ่งเขาสามารถถ่ายทอดวิชา
ความรู้ในสิ่งที่เราไม่เข้าใจให้กับเราได้ ทำตัวของเรา
ให้ดีแล้วเพื่อนจะเกรงใจ”
สุดท้ายท่านเล่าให้ฟังด้วยแววตาที่อิ่มเอิบไปด้วย
๕๐ กัลยาณมิตร มิถุนายน ๒๕๓๖
พวกเราด้วยเช่นกัน
เมื่อท่านได้เวลากลับไปบำเพ็ญสมณกิจของท่าน
เราก็กราบนมัสการท่านด้วยความรู้สึกที่เต็มตื้นล้นหัวใจ
ได้แต่แอบคิด หากเมืองไทยมีบุคลากรในสังคมที่มีแ
ความคิดที่ประเสริฐเช่นนี้มาก ๆ ก็คงจะดีนะ....
กมแนว