ข้อความต้นฉบับในหน้า
วาด...วาด...คือจะหยุดวางพู่กันก็ตอนรับ คิดว่า เราเกิดมาวันแรกเราได้ชีวิตมา เขามีอาชีพก็อปปี้รูปดาราขาย โดย
วันสุดท้ายเราก็ต้องตายไป ชีวิตเราไม่ มากรูปดาราไทยผมจะช่วยจัดหาให้
มีอะไรแน่นอน คือได้มาแล้วก็จากไป (จากรูปที่เจ้าของหนังเอามาให้ผมเป็น
ได้มาแล้วก็เสียไป ตั้งแต่นั้นมา ได้ แบบเขียนโปสเตอร์) ต่อมาเพื่อนคนนี้
อะไรมาก็ไม่ค่อยดีใจอะไรมาก เสียอะไร ได้ไปซื้อเครื่องพิมพ์ออฟเซทมา
ไปก็ไม่ค่อยเสียใจมาก ไม่ค่อยเสียดาย”
นี่ละคือบุคลิกพิเศษประจำตัว
ของคุณเปี๊ยก ที่เมื่อประสบปัญหาใด ๆ
ในชีวิตก็ตาม ล้วนสามารถยิ้มแย้ม
ประทานอาหาร เช้า เที่ยง เย็น อาบน้ำ
ทำอย่างนี้เป็นวัน เป็นเดือน เป็นสิบปี
ไม่มีเวลาไปสรวลเสเฮฮากับใครที่ไหน
หนังสือนิยายประโลมโลกทั้งหลาย ไม่
เคยได้อ่าน จำได้อ่านผู้ชนะสิบทิศ
เล่มเดียวเท่านั้น หนังสืออื่นนอกนี้ก็
จะเป็นตำราการเขียนภาพ การวาด
ภาพทั้งนั้น เหล้านี้ไม่ดื่มนะ
เพราะ
รู้สึกว่าไม่อร่อยและเห็นคนที่ดื่มแล้ว แจ่มใสเสมอ ในใจก็หาวิธีการแก้ไข
ทำอะไรไม่น่าดูด้วย และอีกอย่างไม่มี
เวลาที่จะไปสนใจด้วย เพราะใจผม
ผูกพันอยู่กับการเขียนภาพมากกว่า”
มาถึงตรงนี้ ก็อดที่จะแวะไป
เรื่อยไป ไม่ท้อแท้ท้อถอย ไม่ปล่อย
กายปล่อยใจ ให้เป็นไปตามอำนาจ
กิเลสทั้งของตนและของคนในสังคม
ตอนนั้นเครื่องพิมพ์แบบนี้ยังไม่มีใครนำ
มาใช้ มีประสิทธิภาพที่สามารถพิมพ์
ภาพได้ชัดเจนสวยงาม เขาตกลงใจ
จะพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวกับวงการบันเทิง
โดยจะมีรูปเป็นส่วนใหญ่ จึงให้ชื่อว่า
ดาราภาพ (ต่อมาได้แยกเป็นสองเล่ม
คือดาราภาพ และสตาร์ปีค) ตอนนั้น
ผมเปิดโรงเรียนสอนวาดเขียน ชื่อ
ถึงตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่า คุณ
เพาะศิลปหนังสือที่เพื่อนทำขายดีมาก
ชื่อดังได้อย่างไร
ผมช่วยเขาเขียนคอลัมน์ และจัดหา
ภาพมาให้เขาเป็นประจำ
“มันเป็นความบังเอิญ ผมเข้า
เพื่อนคนนี้ก็มาชวนผมไปทำ
สนทนาในเรื่องของครอบครัวไม่ได้ เปียกต้องกลายมาเป็นผู้กำกับการแสดง
คุณเปี๊ยกจึงได้เล่าให้ฟังว่า
0
“ผมกับแม่เด็ก ๆ แยกกันมา
ลูก ๔ คนอยู่กับผมหมด เช้าก็ไปส่งลูก
๓ คน ขี่มอเตอร์ไซค์เอาซ้อนท้ายไป
โรงเรียน กลับมาก็เขียนรูป แล้วก็ไกว
เปลตัวเล็กไปด้วย ตอนนี้ลูกเขาก็เติบ
โต มีครอบครัวกันไปหมดแล้ว อยู่ใน
วัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวกัน”
นานแล้วตั้งแต่ลูกคนเล็กยังต้องไกวเปล มาในธุรกิจที่ไม่ชอบที่สุดตอนที่เป็นช่าง หนัง ผมก็บอกว่าผมทำไม่เป็น เป็น
เขียนโปสเตอร์ เรามาส่งงาน มารับ แต่เขียนรูปอย่างเดียวแต่ถ้าจะทำจริงๆ
งานที่กองถ่าย สมัยนั้นกองถ่ายนี่ไม่มี
วินัยเลย แย่มาก เพราะทุกอย่างมา
แก้ปัญหาเอาในที่นั้น ไม่มีสิ่งเจริญหู
เจริญตาเลย ทั้งกองถ่ายนี่หงุดหงิดกัน
ไปหมด ผู้อำนวยการสร้างเอย ผู้กำกับ
เอย ใคร ๆ ต่างก็จะหัวเสียตลอด จะมี
แต่เสียงด่ากัน ปัญหาเยอะแยะ เรามา
ชีวิตจริง ๆ ก็ไม่ได้แตกต่างจาก
เรื่องในละครเท่าใดนักใช่ไหมคะ? ตราบ
ใดที่ยังมีลมหายใจก็ยังต้องแสดงต่อ เห็น โอ้โฮ.. เป็นธุรกิจที่แย่ที่สุดเลย
ไปตามบทบาทแห่งชีวิต
“ผมเคยฝันนะ ฝันถึงลูกคนที่
สามตกน้ำ ตนเองก็กระโดดลงไปช่วย
แต่ไม่ทันตัวลูกไปขัดอยู่ใต้บันไดที่ทอด
ลงไปในแม่น้ำ ในฝันผมเสียใจมาก
ร้องไห้ใหญ่โต ตื่นขึ้นมาก็ยังเสียใจอยู่
เลย ก็คิดเอ.. ลูกจะเป็นอะไรหรือเปล่า
หรือเราจะมีอันเป็นไป สักวันหนึ่ง ไม่
ใครก็ใครคงต้องจากกันไป ทำให้ผมได้
ครั้งนั้นผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง
66
ผมพอรู้จักกับคนที่เขาอยู่ในวงการอยู่
จะติดต่อให้ เขาบอกเราต้องทำกันเอง
ผมบอกเจ๊งอย่างเดียว ผู้อำนวยการ
สร้างที่ไม่มีใครรู้จัก แถมผู้กำกับการ
แสดงยังไม่เคยรู้เรื่องการสร้างหนังเลย
เขาก็ยืนยัน เราต้องทำกันเอง เจ๊งก็
เจ๋งไป เงินเราช่วยกันหามาเอง ถ้า
มันจะเจ๊งก็ให้เจ๋งด้วยมือเรา
เขาว่าอย่างนั้น เพื่อนเขาจะ
งานเขียนภาพ เข็นชีวิตจิตใจของผม
ผมใยขนที่จะเขียนภาพมาตั้งแต่เด็ก ๆ
และก็นักเขียนภาพมาตั้งแต่ชั้นประถมเลยนะ
เพราะซ้อมมาด
99
๒๒ กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๓๖