ข้อความต้นฉบับในหน้า
ข
พระโตรปิฎก
โดย : แก้วปริยัติ
พ
ระพุทธศาสนาได้ชื่อว่าเป็นศาสนาของชาว
ตะวันออก แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เฉพาะชาว
ตะวันออกเท่านั้นที่ยอมรับนับถือพระพุทธ
ศาสนา แต่มีชาวตะวันตกอีกมากที่หันมา
นับถือพระพุทธศาสนา สิ่งเด่นชัดอย่างมาก
ของพระพุทธศาสนาก็คือ หลักของเหตุและ
ผล ซึ่งเป็นหลักที่ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้
และสามารถที่จะค้นคว้าไปได้อย่างไม่มีที่สิ้น
สุด ที่สุดของการพิสูจน์นั้น ให้ผลเป็นที่
สมันตปาสาทิกา วินรัฏฐกถา อัตถโยชนา
เล่มที่ ๑/๑๒๒ ว่า สาทหน์ สุทธา
ชื่อว่าศรัทธา
ความเชื่อ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่อง
ของศรัทธาไว้และต่อมาพระอรรถาจารย์
ได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ความเชื่อทั้งหมดนี้
ที่เรียกว่า ศรัทธา ไม่ใช่ความงมงาย คือ
ความเชื่อในเรื่องต่อไปนี้
กัมมสัทธา เชื่อต่อกรรม คือ เชื่อว่า
กรรมดีอันเป็นกุศลกรรมเป็นเหตุของความ
มีความสุข และกรรมชั่วอันเป็นอกุศลกรรม
เป็นเหตุของความมีทุกข์แน่นอน
วิปากสัทธา เชื่อต่อผลของกรรม คือ
เพื่อความสุขโสมนัสที่เกิดขึ้น ล้วนเกิดมา
ศรัทธา
ประจักษ์ชัดว่า ความจริงก็ยังคงเป็นความ
จากเหตุ คือ กุศลกรรม ความทุกข์โทมนัส
จริง ดังตัวอย่างมากมายที่ได้รับการบันทึก ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดจากอกุศลกรรมทั้งสิ้น
ไว้ในพระไตรปิฎก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
สัทธาย ตรติ โอฆ์ บุคคลจะข้ามโอฆะได้
ด้วยศรัทธา “ความศรัทธา” คือความเชื่อที่
ประกอบด้วยเหตุผล โดยการไตร่ตรองด้วย
ปัญญา ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า “งมงาย”
คือเชื่อแบบไม่ไตร่ตรองก่อน ซึ่งคำว่าศรัทธา
ใช้กับเรื่องที่ดี ส่วนคำว่างมงายนี้ใช้กับเรื่อง
ที่ไม่ดี
กัมมัสสกตาสัทธาเชื่อว่าสัตว์มีกรรม
เป็นของตัว คือเชื่อว่าทำอะไรลงไปดีหรือ
ชั่วก็ตาม ผลทั้งหมดคือ ส่วนที่ต้องรับ
ความสุข ความทุกข์ คือ ผลที่เกิดจากการ
กระทำของตน ดังพุทธพจน์ที่ว่า กมฺมุนา
วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
สุดท้ายคือ ตถาคตาโพธิสัทธา เชื่อ
ต่อปัญญาการตรัสรู้ของพระตถาคต คือเชื่อ
ว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้เห็นจริงตามความ
คำว่าศรัทธา หรือ สัทธา ประกอบ เป็นจริงด้วยพระองค์เอง ตลอดจนคำสอน
ขึ้นจากศัพท์ว่า สท ที่แปลว่า ความเชื่อ ของพระพุทธองค์ก็เป็นของจริงที่สามารถ
ดังตัวอย่างการวิเคราะห์ศัพท์ในหนังสือ
พิสูจน์ได้ตลอดเวลา
กัลยาณมิตร
๖๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘