ข้อความต้นฉบับในหน้า
จึงไม่ชัด เห็นพ่อลางๆ เพื่อนๆ ต้อง ความ “อยาก”
ปรับใจใหม่ให้ความอยากผสมความตื่น
เต้นนั้นค่อยๆ หายไปทีละน้อยๆ แม่
พบว่าการหยุด นิ่ง ต้องใช้ทุกขั้นตอน
ของการนั่งสมาธิทำความละเอียด อย่าง
ที่เรียกว่า หยุดในหยุด ๆ ไปเรื่อย ๆ
แม่นึกว่า “หยุด” อยู่แค่นี้ๆ ก็เรียกว่า
“หยุด” แล้ว ยังมี “หยุดในหยุด” อีก
ไม่สิ้นสุด หยุดไม่สนิท ภาพที่เห็นใน
กลางก็ไม่ละเอียด ไม่ชัด ไม่สว่างเท่า
ที่ควร เปรียบเทียบกับเมื่อหยุดเข้าไป
ในหยุดอีก ให้นิ่งให้แน่นขึ้น ภาพที่
เห็นจะค่อยๆ ชัดขึ้นๆ ทีละน้อยๆ จน
ชัดแจ่มเหมือนลืมตาเห็นหรือชัดกว่า
เมื่อลืมตาเห็น เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น
กับการหยุดนิ่ง เมื่อเห็นไม่ชัด หลวงพ่อ
ท่านจึงมักย้ำว่าให้หยุดนิ่งเข้าไปอีก เห็น
ไหมจ๊ะว่า “หยุด” อย่างเดียว อย่าใช้
แม่ยอมรับว่า ตอนแรกก็ “อยาก”
ดู “อยาก” เห็นพ่อเร็วๆ ปรากฏว่ายิ่ง
แย่ลง ยิ่งเห็น “ขาลง” และเห็น “ชัดลง”
ไม่ใช่ “ชัดขึ้น” นะลูก อาศัยที่ใจคุ้น
เคยกับศูนย์กลางกาย ฝึกความหยุด
นิ่ง บ่อยๆ ทำให้แม่ค่อยๆ เห็นภาพ
พ่อชัดขึ้น เห็นวิมานพ่อซ้อนทับอยู่ที่
บ้านของเรา แต่วิมานของพ่อเล็กกว่า
บ้านอีก เป็นวิมานเล็กๆ เรียบๆ เหมือน
บ้านเล็กซ้อนในบ้านใหญ่ที่เราอยู่ พ่อ
เดินวนๆ เวียน ๆ อยู่ในวิมานนั่นแหละ
การเห็นพ่อในความฝันครั้งนั้น กาย
พ่อใสสว่างเรื่องๆ และยังมีความตื่นเต้น
ในการเห็นแตกต่างจากการเห็นพ่อใน
กลาง ซึ่งไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นหรือ
ตกใจเหมือนที่เห็นในฝัน เป็นการเห็น
ที่ไม่มีความรู้สึกผูกพันส่วนตัว ต่างกับ
กัลยาณมิตร ๘๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๘
ที่เห็นในฝันซึ่งยังมีความผูกพันอยู่ คือ
ในสมาธิแม่เห็นพ่อด้วยตาของพระ
ธรรมกาย ไม่ใช่เห็นด้วยตาของกาย
ธรรมกาย
ละเอียดหรือกายฝันซึ่งยังมีความรู้สึก
เห็น จำ คิด รู้ ติดอยู่ใกล้กับกายหยาบ
ความรู้สึกผูกพันส่วนตัวจึงยังคงมีอยู่
แต่การเห็นพ่อในกลาง ไม่มีการผูกพัน
เพราะเห็นและรู้ด้วยปัญญาของพระ
เห็นพ่อแล้วมีความรู้สึก
สงสารอยากให้เขามีความสุขเท่านั้นเอง
แต่ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับภาพที่เห็น เสียง
หลวงพ่อท่านให้เข้าไปสวมเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกันกับกายพ่อ ที่เห็นว่าพ่อมี
ความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างไรในขณะนั้น
คือเข้าไปอ่านความคิดของพ่อหรืออ่าน
ใจพ่อนั่นแหละ สิ้นเสียงหลวงพ่อ แม่
ก็สวมเข้าไปในกายพ่อ ใน “เห็น จำ คิด
รู้” ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่