สาเหตุที่ทำให้คนว่ายากสอนยาก วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 1 หน้า 80
หน้าที่ 80 / 128

สรุปเนื้อหา

ใคร ๆ ก็สู้เราไม่ได้ ทำให้เกิดความทะนงตน ดื้อ ใครเตือนก็ไม่ฟัง ๓. มีนิสัยมักโกรธ พอมีใครเตือน ใครสอนอะไรก็โกรธขึ้นมาทันที พอเตือน ครั้งสองครั้ง ก็มีอาการขึ้นมาทีเดียว “รู้แล้วน่ะ มาพูดเซ้าซี้อยู่ได้เดี๋ยวไม่ทำเลย” แล้วก็หน้า หงิกหน้างอ หน้านิ่วคิ้วขมวด คนพวกนี้ ว่ายาก ๔. มีนิสัยผูกโกรธ คือ ไม่ใช่โกรธ ธรรมดา แต่ใครทำให้โกรธหน่อย ก็เก็บผูกติด เอาไว้ในใจเป็นปี ๆ เลย คนพวกนี้ยิ้มไม่ค่อย เป็น หน้าบึงทั้งวัน ใครเตือนเข้าหน่อยหน้าบึง ทั้งวัน ใครเตือนเข้าหน่อย เหมือนจะแยกเขี้ยว เข้าไล่งับทีเดียว ไม่ฟัง ๕. มีความรังเกียจเหยียดหยาม เพราะฤทธิ์โกรธ คือ ไม่ใช่แค่หน้าทิ้งเฉย ๆ แต่พอโกรธ ใครเตือนทำให้ไม่พอใจแล้ว ก็ แสดงอาการรังเกียจเหยียดหยามทันที เช่น กระทืบเท้าปัง ๆ กระแทกประตูโครมคราม สะบัดหน้าหนี ถ่มน้

หัวข้อประเด็น

- สาเหตุที่ทำให้คนว่ายากสอนยาก

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ใคร ๆ ก็สู้เราไม่ได้ ทำให้เกิดความทะนงตน ดื้อ ใครเตือนก็ไม่ฟัง ๓. มีนิสัยมักโกรธ พอมีใครเตือน ใครสอนอะไรก็โกรธขึ้นมาทันที พอเตือน ครั้งสองครั้ง ก็มีอาการขึ้นมาทีเดียว “รู้แล้วน่ะ มาพูดเซ้าซี้อยู่ได้เดี๋ยวไม่ทำเลย” แล้วก็หน้า หงิกหน้างอ หน้านิ่วคิ้วขมวด คนพวกนี้ ว่ายาก ๔. มีนิสัยผูกโกรธ คือ ไม่ใช่โกรธ ธรรมดา แต่ใครทำให้โกรธหน่อย ก็เก็บผูกติด เอาไว้ในใจเป็นปี ๆ เลย คนพวกนี้ยิ้มไม่ค่อย เป็น หน้าบึงทั้งวัน ใครเตือนเข้าหน่อยหน้าบึง ทั้งวัน ใครเตือนเข้าหน่อย เหมือนจะแยกเขี้ยว เข้าไล่งับทีเดียว ไม่ฟัง ๕. มีความรังเกียจเหยียดหยาม เพราะฤทธิ์โกรธ คือ ไม่ใช่แค่หน้าทิ้งเฉย ๆ แต่พอโกรธ ใครเตือนทำให้ไม่พอใจแล้ว ก็ แสดงอาการรังเกียจเหยียดหยามทันที เช่น กระทืบเท้าปัง ๆ กระแทกประตูโครมคราม สะบัดหน้าหนี ถ่มน้ำลาย ฯลฯ 5. คิดต่อว่าต่อขาน คือ พอมีใครมา ตักเตือนเข้าแล้ว ก็เกิดอาการคันปากยิบๆ ขอให้ได้ต่อปากต่อคำแล้วจึงจะสมใจ เช่น ไปวัดมีคนเตือนให้แต่งตัวให้เรียบร้อย ก็ตอบ ทีเดียว “หนักหัวใคร” เป็นเสียอย่างนั้น ชอบ พูดคำที่ทำให้ใกล้ต่อความโกรธ ทำให้ไม่ฟัง คำแนะนำตักเตือน ๗. คิดโต้แย้ง คือ เมื่อมีผู้แนะนำ ตักเตือนให้เห็นข้อบกพร่องของตนแล้ว ก็ รีบโต้แย้งแก้ตัวทันที เช่น ไปหาผู้ใหญ่แล้ว แต่งตัวไม่เรียบร้อย พอมีคนเตือนเข้าก็แย้ง ทันทีว่า “ชอบแต่งตัวตามสบาย ไม่เสแสร้ง แกล้งทำ” เป็นเสียอย่างนั้น ๔. คิดตะเพิด คือ ไม่สงบปากสงบค่า รับเอาคุณความดีจากผู้หวังดี แต่กลับพูด จาระรานเขา เช่น “คุณนี่วัน ๆ ดีแต่นั่งจับผิด ชาวบ้านเขาหรือไง” ตะเพิดเขาส่งไปเลย ๔. คิดย้อน คือ นอกจากไม่ฟังแล้วยัง พูดย้อนให้เขาเจ็บใจ เช่น “คุณไม่ต้องมาสอน ฉันหรอกน่า ฉันรู้จักเอาตัวรอดได้ ไปสอน ๗๖ @ สามีคุณ ลูกคุณเถอะไป” พูดย้อนเขาได้แล้ว จึงจะสะใจ ๑๐. คิดกลบเกลื่อน คือ พอมีใคร พูดถึงข้อบกพร่องของตัวก็พูดกลบเกลื่อน เฉไฉ ๑๑. ออกไปเรื่องอื่น ไม่ยอมรับกลัวเสียหน้า คิดนอกเรื่อง คือ เมื่อมีคนเตือน แล้ว กลับมองเจตนาเขาไปอีกแง่หนึ่ง ว่าเขา เตือนเพื่อหวังผลประโยชน์ กลายเป็นคนมอง คนในแง่ร้าย จึงไม่ยอมรับฟัง ๑๒. คิดปิดบังซ่อนเงื่อน คือ เมื่อไป ทำอะไรผิดมาแล้วไม่ยอมเปิดเผย จึงกลาย เป็นคนมีชนักติดหลัง ใครพูดอะไรนิดอะไร หน่อยก็หวาดสะดุ้ง เกรงเขาจะรู้ความผิดของ ตัว จึงมีใจอุ่นอยู่เสมอ ไม่เป็นอันตั้งใจฟังอะไร ได้ กลายเป็นคนว่ายากสอนยาก ๑๓. คิดลบหลู่ตีเสมอ คือ เป็นคน ไม่มีความกตัญญู ใครทำความดีไว้กับตัว ก็พยายามลบหลู่ตีเสมอเหยียบย่ำเขาลงไป เพราะเกรงจะเสียเกียรติ จะติดหนี้บุญคุณเขา ๑๔. คิดริษยาเห็นแก่ตัวจัด คือ เป็น คนใจแคบ ใครมาแนะนำอะไรก็รับไม่ได้ เกรง ว่าเขาจะเหนือกว่าตัว เกรงว่าเขาจะดีกว่าตัว ๑๕. มีนิสัยโอ้อวด ไปไหน ๆ ก็คุย อวดว่าตัวดี ตัวเก่ง พอคุยอวดบ่อย ๆ เข้า ก็จะ เกิดความรู้สึกลึก ๆ ในใจว่า ตัวเองเก่งแล้ว จึงไม่ยอมฟังคำเตือนของใคร ๑๖. มีความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฐิ เห็นผิดไปจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าพ่อแม่ ไม่มีพระคุณต่อเรา เห็นว่าการให้ทานไม่ควร ทำ เพราะทำให้คนขี้เกียจ ฯลฯ เมื่อมีความ เห็นผิดเช่นนี้แล้ว เวลามีใครตักเตือนอะไรเข้า แม้เป็นสิ่งดีมีประโยชน์ เขาก็ย่อมมองไม่ออก เห็นเป็นสิ่งไม่ดีอยู่นั่นเอง วิธีฝึกให้เป็นคนว่าง่าย เมื่อเราทราบแล้วว่าที่เราเป็นคนว่ายาก ก็เพราะนิสัยไม่ดีทั้ง ๑๖ ประการ ดังได้กล่าว มาแล้ว ดังนั้นเพื่อจะให้เป็นคนว่าง่ายเราก็ต้อง กำจัดนิสัยที่ไม่ดีทั้ง ๑๖ ประการนั้น ให้ทุเลา เบาบางและหมดไปจากใจ ซึ่งทำได้ดังนี้ ๑. หมั่นนึกถึงโทษของความเป็นคน หัวดื้อว่ายาก ว่าทำให้ไม่สามารถรับเอา ความดีจากใคร ๆ ได้ เหมือนคนเป็นอัมพาตที่ แม้มีของดีรอบตัวก็หยิบเอามาใช้ไม่ได้อย่างนั้น หัวดื้อมาก ๆ ลงท้ายก็ไม่มีใครอยากสอน อยากเตือน ต้องโง่ทั้งชาติทำผิดเรื่อยไป ๒. หมั่นนึกถึงพุทธพจน์ที่ว่า “ผู้ชี้ โทษคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้ ๓. ฝึกให้เป็นคนมากด้วยความ เคารพ มองคนในแง่ดี ใครมาแนะนำตักเตือน เรา ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามนึกขอบคุณเขาในใจ เพราะแสดงว่าเขามีความปรารถนาดีต่อเราจึง ได้มาเตือน ไม่ว่าเรื่องที่เตือนนั้นจะถูกต้อง ตามความเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ก็ให้รับฟังไว้ ก่อน ไม่ด่วนเถียงหรือนึกดูหมิ่น เหยียดหยาม เขา ๔. ฝึกการปวารณา คือ การออกปาก ยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตน ไม่ว่าผู้นั้น จะมีอายุมากกว่า เท่ากัน หรือน้อยกว่าก็ตาม ตัวอย่างเช่น พระภิกษุมีวินัยอยู่ข้อหนึ่งว่า ในวันออกพรรษาให้มีการประชุมกันของ พระภิกษุทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยในวันนั้น พระทุกรูปจะกล่าวคำปวารณากัน คือ อนุญาต ให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตัวเองได้ เรียกว่า วันมหาปวารณา หลักการนี้ สามารถนำ มกราคม ๒๕๐๑ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More