ข้อความต้นฉบับในหน้า
มกราคม ๒๕๓๑
เมื่อรวมประทีปทั้งปวงที่มีผู้อื่นนำมาจุดบูชาพระเจดีย์
ในครั้งนั้นมีหลายพันดวง แสงประทีปกระทำให้ปริมณฑล
ของพระเจดีย์ทองแลดูโชติช่วงชัชวาลปานประหนึ่ง
เวลากลางวัน
กุฎมพี่นอกจากกระทำบูชาพระสุวรรณเจดีย์
ดังกล่าวนี้แล้ว ไม่เคยละการกระทำดี ยังตั้งใจบำเพ็ญ
บุญกุศลอื่น ๆ อีกตลอดจนสิ้นชีวิต และเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว
ได้ท่องเที่ยวเสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลก และเสวย
มนุษยสมบัติอยู่ในมนุษยโลก จนตลอดกาลนานเท่านาน
ในคัมภีร์อปทานและวิสุทธชนวิลาสินี กล่าวถึง
การสร้างบุญกุศลไว้ดังนี้
ชาติหนึ่งท่านพระอนุรุทธะบังเกิดขึ้น ตรงกับ
พุทธกาลของพระสุเมธสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้จุด
ประทีปถวายบูชาพระสุเมธศาสดา ซึ่งทรงเข้าฌานอยู่ที่
โคนต้นไม้ต้นหนึ่งอยู่ในระยะเวลา ๗ วันด้วยกัน
ด้วยบุญกุศลนี้ ส่งผลให้ท่านพระอนุรุทธะใน
ชาตินั้น ได้เกิดเป็นเทวดา มีรัศมีกายสว่างกว่าเทวดา
ทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
และได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้มีตาทิพย์ สามารถ
แลเห็นได้ไกลถึง ๑ โยชน์ และเป็นอยู่รวม ๒๔ ชาติ
ได้เป็นอมรินทราธิราชอยู่ ๓๐ กัลป์
ครั้นเวลาผ่านมาหนึ่งแสนกัป ได้กลับมาเกิด
เป็นกุฎมพี่อยู่ในเมือง ซึ่งตรงกับ พุทธกาลของพระ
กัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็มีโอกาสได้สร้าง
คุณความดีอีกชาติหนึ่ง ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์มโน
รถปูรณีว่า
การสร้างบุญกุศลที่มีเรื่องกล่าวถึงนั้น ก็ตอนที่
พระกัสสปพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เมื่อ
มหาชนได้สร้างพระเจดีย์อันสูงได้ ๑ โยชน์เพื่อบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุสำเร็จแล้ว จึงให้สร้างถาดสัมฤทธิ์
เป็นจำนวนมากใส่เนยใสจนเต็ม กระทำไส้ใส่ไว้ แล้วจุด
บูชาไว้รอบพระเจดีย์นั้น
ส่วนกุฎมพี่นั้นจะบูชาบ้าง ให้กระทำถาด
สัมฤทธิ์ใหญ่กว่าถาดทั้งปวง ใส่เนยใสจนเต็ม
กระทำไส้พันใส่วางไว้รอบขอบปาก กระทำไส้ใหญ่
ไว้ตรงกลาง จุดให้ลุกโพลง แล้วทูนถาดขึ้นบนศีรษะ
-
เดินเวียนรอบพระเจดีย์ตั้งใจกระทำเป็น “พุทธ
บูชา”
อานิสงส์ผลแห่งการกระทำบูชานี้ กุฎมพี่นั้น
เมื่อตายแล้ว ได้ขึ้นไปเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติ
อย่างแสนสบาย
เรื่องในตอนต่อไปนี้มีกล่าวไว้ทั้งในคัมภีร์มโน
รถปูรณีและคัมภีร์พระธรรมบทแห่งภิกขุวรรคว่า เมื่อ
เทวกุฎมพี่นั้นจุติจากเทวโลกลงมาเกิดในตระกูลขัดสน
ตระกูลหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกรุงพาราณสี โดยต้องมาเป็นคน
หาหญ้าให้แก่ท่านสุมนเศรษฐี
(ชีวิตของมวลมนุษย์ย่อมถูกกำหนดด้วยกฎเกณฑ์
ที่มีมาตรฐานและเที่ยงตรงที่สุดคือ “กรรมลิขิต” ซึ่ง
สุดแท้กรรมนั้นจะดีหรือชั่วเป็นเหตุบันดาล เพราะคนเรา
ผู้ยังมีกิเลส ย่อมจะสร้างสมไว้ทั้งกุศลกรรมและอกุศล
กรรม และกรรมเหล่านั้น จะตามให้ผลไปทุกหนทุกแห่ง
แล้วแต่กรรมอะไรจะได้ช่องให้ผลก่อน เพราะว่ากรรม
เหมือนเงาของเราตามเราไปทุกระยะเช่นกัน แต่บางครั้ง
ก็มองเห็น บางคราวก็มองไม่เห็น)
เทวกุฎมพี่ผู้กลับมาเกิดเป็นคนขัดสน ซึ่งได้รับการ
ขนานนามว่า “อันนภาระ” ต้องรับภาระเกี่ยวหญ้าอยู่
ในคฤหาสน์ของท่านสุมนเศรษฐีผู้มีน้ำใจเปี่ยมด้วย
เมตตากรุณา บริจาคทานแก่คนกำพร้าอนาถา คน
เดินทางไกล และคนขอทานทุกวันไป
วันหนึ่ง พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า ตามปรกติ
พักอาศัยอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์ ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ
แล้วดำริว่า “วันนี้อาตมาจะไปอนุเคราะห์ใครจึงจะ
เหมาะสม
- ธรรมดาพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ชอบอนุ
เคราะห์คนขัดสนยากจน เพราะฉะนั้น พระปัจเจก
พุทธเจ้าอุปริฏฐะ จึงคิดว่า “วันนี้ อาตมาจะอนุเคราะห์
อันนภาระบุรุษ”
และพอทราบว่า อันนภาระกลับมาจากป่าแล้ว
ก็ครองจีวรคล้องบาตร เหาะจากภูเขาคันธมาทน์
ไปยืนรอท่าอยู่ที่ประตูบ้านของอันนภาระนั้น
ฝ่ายอันนภาระกลับมาพบพระปัจเจกพุทธเจ้า
อุปริฏฐะยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ก็เรียนถามว่า
Kalyanamitra.org
๘๑