ข้อความต้นฉบับในหน้า
GOG
ความสงบใจว่า คนมีคนรักแล้วความต้องการทางเพศ
ได้รับการตอบสนองสงบระงับไปแล้ว การที่คนแสวงหา
ความรู้และชั้นภูมิก็เพื่อให้เกิดความสงบใจว่า ตนรู้แล้วได้
ปริญญาแล้ว ไม่น้อยหน้าคนอื่นแล้ว จึงอาจสรุปได้ว่า
ความสุขที่แท้จริงนั้นมีตัวเดียวคือ ความสงบใจ สมดัง
ที่พระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง
ความสุขยิ่งกว่าความสงบไม่มี ต่างกันแต่เพียง
ว่าความสงบทางโลกต้องอาศัยวัตถุหรืออามิส แต่ความ
สงบทางธรรมเป็นความสงบที่ขุดค้นได้จากจิตโดย
ตรง ไม่ต้องอาศัยวัตถุ เนื่องจากความสงบทางโลกต้อง
อาศัยวัตถุซึ่งไม่แน่นอน สุขทางโลกจึงพลอยไม่แน่นอน
ไปด้วย ส่วนสงบทางธรรมเป็นความสงบบริสุทธิ์ ไม่
อาศัยวัตถุจึงเป็นสุขอันถาวรและละเอียดประณีตกว่า
อาตมาคงบำเพ็ญเพียรต่อไป ทั้งกลางวันและ
กลางคืนโดยไม่ยอมให้เวลาผ่านไปโดยไร้ประโยชน์
ผลในด้านจิตใจนั้น นอกจากจะได้รับความสงบสุขเยือกเย็น
อย่างลึกซึ้งแล้ว ยังรู้สึกว่าจิตใจใสสะอาดประดุจดวงจันทร์
ของจิตใจ ตั้งแต่เวลาตื่นถึงเวลาหลับ ถ้าเราเฝ้าสังเกต
ดูสีหน้าของคน ๆ หนึ่งซึ่งประกอบการงานเลี้ยงชีวิต
เป็นประจำวัน เราจะเห็นได้ว่าบางขณะหน้าบึงด้วย
ความไม่พอใจ บางขณะที่หน้าบานด้วยความพอใจ
บางขณะก็หงุดหงิดงุ่นง่าน บางขณะเซื่องซึมโงกง่วง
สลับกันไปตั้งแต่เช้าจนค่ำ ทำให้จิตใจเสียคุณภาพ
ไม่มีความสงบสุขเยือกเย็น คิดได้อย่างเลือนลาง เข้าใจ
ได้อย่างเลือนลาง จำได้อย่างเลือนลาง อะไรทุกอย่างดู
มันเลือนลางไปหมด อยู่ไปทำไปเป็นวัน ๆ คล้ายกับอยู่
ในความฝัน ฉะนั้นคำของนักปราชญ์ที่ว่า "ชีวิตคือ
ความฝัน” จึงเป็นความจริง สำหรับผู้มีจิตใจอันมืดมัว
ด้วยตะกอนจิตทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว
แต่เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสม
ต่เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ ตะกอนจิตต่าง ๆ
ตกไปแล้ว รู้สึกว่าจิตใจใสสะอาดสามารถทำงานต่าง ๆ
ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จะน้อมนำจิตไปหวนระลึกถึงเหตุ
การณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือทบทวนความรู้บางอย่างที่เคย
ร่ำเรียนมา ก็รู้สึกว่าระลึกได้อย่างแจ่มแจ้งและคล่องแคล่ว
ไม่มีขัดข้อง จะน้อมนำไปคิดปัญหาบางอย่างซึ่งในเวลา
วันเพ็ญลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้าปลอดเมฆ ทำให้หวนคิดถึง
คำสอนของพระอาจารย์ที่ว่า ใจของคนเราเมื่อสงบนิ่ง
เป็นสมาธิอย่างแน่วแน่แล้วตะกอนต่าง ๆ ที่ทำให้
จิตใจขุ่นมัวเสียคุณภาพย่อมตกไปนอนอยู่ที่ก้นของ ปกติคิดไม่ออก ก็ปรากฏว่าคิดออกอย่างทะลุปรุโปร่งไม่มี
จิตใจ ทำให้ใจใสสะอาด ตะกอนของจิตใจมี ๕
อย่างเรียกว่า นิวรณ์ ๕ แปลว่า กิเลสเครื่องขัดขวาง
ความเจริญทางจิตใจ ๕ อย่างคือ
กามฉันทะ ความพอใจยินดีซาบซ่านอยู่ในรูป
เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ฝ่ายดี เมื่อจิตใจถูก
กามฉันทะครอบงำา ใจจะเอิบอาบซาบซ่านสิงโลด เสีย
คุณภาพไป
พยาบาท ความคุมแค้นขัดเคือง ไม่พอใจ เมื่อ
ได้ประสบกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ฝ่าย
ชั่ว
ถีนมิทธะ ความเซื่องซึม ชุนช่วงสะลึมสะลืออัน
เกิดจากความง่วงเหงาหาวนอนความอ่อนเพลีย และ
การกินอาหารมากเกินไป
อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ หงุดหงิด
อุ่นอ่านใจ
วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลใจ ตัดสินใจไม่ได้
กลืนไม่เข้า คายไม่ออกบอกไม่ถูก
ตามปกติตะกอนจัดทั้ง ๕ อย่างนี้ย่อมฟังอยู่ใน
จิตใจของคนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน
ตะกอนทั้ง ๕ ได้ผลัดเปลี่ยนเวียนกันเข้าทำลายคุณภาพ
ติดขัด มีปัญหาทางวิชาการหลายอย่างที่ยุ่งยากซับซ้อน
และคิดไม่ออกมาก่อน แต่มาคิดคำตอบได้แจ่มแจ้ง
ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ อาตมาคิดเสียดายเวลาที่ผ่านมา
ในอดีต เมื่อครั้งยังศึกษาเล่าเรียนอยู่ มิได้ทราบความ
มหัศจรรย์ของจิต และมิได้ฝึกฝนจิตตามหลักทาง
พระพุทธศาสนา การเรียนจึงเป็นแบบเดียวกับความ
ฝัน แม้จะสอบได้คะแนนดีเสมอ ก็อาศัยความมานะ
พยายามแทบตาย ถ้านักเรียนได้ฝึกฝนจิตตามหลัก
สมาธิ จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการศึกษา
เล่าเรียน
Kalyanamitra.org
อ่านต่อฉบับหน้า
4
f
'
f
f